บนยอดผาสูงมีลมหนาว
น้ำค้างพร่างพรมปฐพีจนชุ่มชื้น...

เล้งอิกในมือมีทวนเล่มหนึ่ง ย่อมเป็นโฮ้วเส่า (พยัคฆ์คำรน)...
เขาตั้งแต่ฟ้ายังมิสางรั้งอยู่ที่นี้ เมื่อครู่เบื้องบนยังมีฝนปรอย คนมาตรว่าเปียกปอน กระบวนท่าที่ร่ายออกยังมิหยุดยั้ง...

พยัคฆ์คำรนสืบทอดมาแต่รุ่นเล้งตงน้ำ ในรอบร้อยปียังจัดเป็นราชาแห่งศาสตราวุธ เล้งอิกยามนี้คว้าจับปลายด้ามด้วยสองมือ ตัวทวนก็ขนานกับพื้น พุ่งแทงออกเป็นประกายถี่ยิบ เห็นพู่แดงที่ทำจากขนจามรีสะบัดพลิ้วเป็นสาย กาลก่อนย่อมเคยรองรับโลหิตผู้คนมาไม่น้อย
...ทวนเหล็กยาวเจ็ดเชียะเศษ หนักเจ็ดสิบชั่ง คอทวนแต่งลายด้วยทองเหลือง บนส่วนคมสลักรูปเศียรมังกร อีกด้านยังจารึกอักษรสามคำ...
...ฮ้ำ (ขันติ)... หงี่ (น้ำมิตร)... เฮี้ยง (คุณธรรม)...

ที่เล้งอิกร่ายรำย่อมเป็นยี่สิบสามกระบวนพื้นฐาน เขาที่พลังลมปราณลึกล้ำ ยามควงออกยังคล้ายมีพายุหนักหน่วง มิเพียงพุ่มไม้ในบริเวณนั้นเอนลู่ กระทั่งหินศิลาที่ใต้เท้ายังสั่นไหว...
...คนพอฟาดคมทวนไปข้างหน้า พลันยืมพลังที่โถมลงผลักตนเองลอยขึ้น มือเลื่อนขึ้นจับส่วนกลางด้าม ทั้งคนทั้งทวนหมุนเป็นวงราวลูกข่าง ในประกายวาววับพร่างพราย ยังมิอาจแลเห็นถนัดชัดตา ที่แท้เป็นทวนเล่มหนึ่งฤาคนผู้หนึ่ง...
...ยามนี้พลันลดความเร็วลง สืบเท้าเหยาะย่างกลางอากาศ คมทวนก็สะบัดควับเควี้ยว ราวกับที่ด้านล่างมีคู่ต่อสู้ กระบวนท่ากลับคลับคล้ายที่เอี้ยป้อซัวใช้คราวประมือกับเล้งโกว ทว่าเอี้ยป้อซัวลงมือดุดันหนักแน่น ย่อมใช้ออกเมื่อคิดเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ท่าร่างของเล้งอิกกลับมีจุดเด่นที่ความพลิกแพลง ยามทะยานขึ้นทั้งต้านรับทั้งจู่โจม หมุนเข้าเบี่ยงออกไร้สภาวะแน่นอน พอย่างเท้าลงพื้นยังสามารถสืบต่อเข้ากระบวนท่า มิชะงักงันแม้แต่น้อย

เขาพอจบกระบวนท่าบนพื้นก็ตั้งด้ามทวนลง สองเท้าปักหลักมั่นคง แลมองไปที่ด้านหน้า เห็นแสงทองไล้ขึ้นบางเบาบนขอบฟ้า แววตามีความรู้สึกระคนปนเป ทั้งเจ็บแค้นปวดร้าว ทั้งกังวลคนึงหา กับสายลมเหน็บหนาวที่โชยพัด คล้ายมิได้กระทบร่างกายแม้แต่น้อย...
...คนเดือดพล่าน ความเย็นที่สัมผัสยังหลอมจนร้อนรุ่ม...

เล้งอิกพอกลับถึงฮวงจึงก็รับทราบข่าวร้าย เทียนมึ้งเก็งบุกรุกมาอีกครา ยังสังหารผู้คนจำนวนหนึ่ง เขาเมื่อพบกับเต็งลั่งที่เขตไซ่ซัว กลับมิได้ทราบความจากสหาย ย่อมเป็นเต็งลั่งมิกล้าบอกเล่า เกรงเขามิอาจระงับใจ ลงมือเสี่ยงตายกับเก็งจู้ที่เป็นกอกอร่วมสายโลหิต
...เล้งอิกที่คับแค้นได้แต่ข่มกลั้นไว้ ตนเป็นเสาหลักของฮวงจึง ท่าทีที่แสดงออกย่อมมีผลต่อขวัญกำลังใจ เขาพอเรียกเล้งจงก้วงเข้าพบ สั่งให้ค้นหาตุ๊กตาปั้นรูปมัจฉา กลับมิอาจพบเจอแม้แต่เงา เล้งจงก้วงความจริงยังจดจำได้ เล้งอิกยามเยาว์วัยเคยมีของเล่นนี้ ทว่ามิทราบภายหลังเก็บไว้ที่ใด เล้งอิกที่พลุ่งพล่านยังทำลายตุ๊กตาปั้นที่หลงเหลือหมดสิ้น พบว่าที่ภายในล้วนบรรจุตัวยาดังที่มารดาเคยบอกเล่า หากแต่หามีฮ้วยหงส์ตั๊กที่เป็นต้นเหตุไม่ ตนยามมีโทสะยังไถ่ถามเล้งจงก้วงเรื่องสตรีนางนั้นของท่าน พลันทราบว่าเต็งลั่งออกไปสืบความแล้ว เขาเมื่อพบตนกลับมิได้บอกเรื่องนี้ ที่แท้เป็นได้ความฤามิได้ความ เล้งอิกย่อมมิอาจคาดเดาอันใด...
...ประตูหน้าฮวงจึงเมื่อหลายวันก่อนแตกทำลายเป็นเศษเสี้ยว บ่าวไพร่ที่ตื่นมาพบเจอต้องประหวั่นขวัญบิน กลับมิมีผู้ใดทราบ เป็นจึงจู้ที่อัดอั้นตันใจกระแทกพลังเข้าใส่ กระทั่งป้ายชื่อสำนักที่จัดทำมาแต่รุ่นเล้งบุ้นคี้ยังแทบร่วงหล่นลงมา...

คนพอดึงสายตากลับจากที่ไกล พลันจับจ้องตัวอักษรที่จารึกบนคมทวน
...'ขันติ' เขายามนี้แทบมิอาจอดกลั้นสืบต่อ ทว่ายังมิได้ก้าวล่วงไป
...'คุณธรรม' สิ่งนี้ย่อมต้องรักษาไว้ชั่วชีวิต...
...ที่ชวนให้สะเทือนใจที่สุดกลับเป็น 'น้ำมิตร' เล้งอิกที่รับทราบเรื่องราวจากปากเต็งลั่ง พอกลับมายังได้ยินเพิ่มเติมจากเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ ตนมาตรว่ามีน้ำใจผูกพันสหาย ทว่ากับความแค้นที่พอกพูน ย่อมมิอาจให้เต็งลั่งขวางกั้นกลางตลอดกาล ยามนี้นึกถึงห้วงเวลาที่ประมือกับเก็งจู้ เต็งลั่งกลับปราดเข้าแทรก คนพลันกลายเป็นกระดานรองรับหมาก ถูกลมปราณสองสายปะทะเข้า เล้งอิกสุดท้ายต้องยอมสลายพลังในค้วงโฮ้ว ยังโดนแชเซียนทำร้ายบาดเจ็บ...

ยามนี้ที่ห่วงใยที่สุดย่อมเป็นเม่งไอ่ซี เต็งลั่งเมื่อรับปากพานางกลับคืน ตนย่อมต้องอดกลั้นรอคอย ทว่าตัดสินใจไว้แต่แรก เม่งไอ่ซีคืนสู่ฮวงจึงเมื่อใด ตนจึงประกาศนัดเผชิญหน้าเก็งจู้ผู้นั้น ตัดสินความแค้นแต่หนหลังในบัดดล...
...เจ็งไฮ้ที่ตกตายด้วยฮ้วยหงส์ตั๊ก เป็นฝีมือผู้คนในฮวงจึงก็ดี ฤามิใช่พวกเขาก็ดี เมื่อมิอาจพิสูจน์ออกมา เทียนมึ้งเก็งย่อมมิยอมรามือ เล้งอิกที่มิปรารถนาให้สูญเสียผู้คนมากกว่านี้ ย่อมต้องออกหน้าก่อนสาย...
...ยามนี้ขยับทวนในมือขึ้น สะบัดฟาดลงบนหินศิลาเบื้องหน้า เห็นสะเก็ดไฟแวบขึ้นในความมืด เศษหินก็ร่วงกระจายรอบบริเวณ...

...ทวนแกร่งกร้าว คนพรักพร้อม โลหิตในกายยังพล่านกว่าเปลวอัคคีในขุมนรก...


ม่านอรุณคลี่ออกทีละน้อย ขับไล่หมอกน้ำค้างจนค่อยเจือจาง...
อาวเอี้ยงกุนวันนี้ลงมาที่ด้านล่างแต่เช้าตรู่ คนยังมิทันเรียกหาน้ำชา พลันได้รับรายงานน่าตระหนก
...เล้งจงก้วงหายไปจากที่พักของท่าน มิว่าผู้ใดก็ไม่เห็นร่องรอย...

เขายามนี้สั่งการลงไป ให้ศิษย์กระจายกำลังออกค้นหาที่ภายนอก ยังให้บ่าวผู้หนึ่งขึ้นไปเรียนจึงจู้ มาตรว่าท่านยังอยู่ในห้อง ก็ให้ผู้คนรีบปลุกขึ้นมา
...คนพอเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดรัดกุม เอี้ยป้อซัวพลันรุดมาถึงที่พัก ย่อมทราบข่าวนี้เมื่อครู่ ขณะปรึกษากันอย่างเร่งร้อน ศิษย์ผู้หนึ่งถลันเข้ามารายงานเพิ่มเติม เล้งจงก้วงเมื่อยามเอี๊ยงเข้าไปยังที่กักขังสตรีที่เป็นพวกเทียนมึ้งเก็ง เพียงชั่วครู่ก็กลับออกมา นั่นย่อมเป็นเหตุการณ์สุดท้ายที่ผู้คนพบเห็นท่าน...
เอี้ยป้อซัวรีบถามศิษย์นั้นว่า
"เป็นเชลยสตรีนางใด"
ศิษย์ผู้นั้นก็รีบตอบว่า
"เป็นเชลยที่พวกเราจับได้คราวแรก สตรีนางนี้เคยประมือกับจึงจู้ฮูหยิน..."
...คนเพิ่งตอบคำเสร็จสิ้น เอี้ยป้อซัวกับอาวเอี้ยงกุนก็พุ่งปราดออกจากห้อง ย่อมตรงไปยังที่กักขังเชลยผู้นั้น อาวเอี้ยงกุนพอมาถึงก็เรียกกุญแจจากศิษย์สตรีที่เฝ้าอยู่ รีบไขประตูปรี่เข้าไป เอี้ยป้อซัวย่อมติดตามที่ด้านหลัง เห็นงึ่นแชฮูหยินนั่งอยู่บนเก้าอี้ นางมิได้ถูกพันธนาการ เพียงได้รับยาสลายพลัง พอเห็นอาวเอี้ยงกุนผลุนผลันเข้ามาก็มีสีหน้าบูดบึ้ง กระแทกเสียงกล่าวว่า
"บุรุษในฮวงจึงล้วนไร้มารยาท เรามาตรว่าเป็นเชลย จะอย่างไรก็เป็นสตรี ยังมีอายุกว่าพวกท่านหลายปี หากวันหนึ่งเทียนมึ้งเก็งจับมารดาพวกท่านคุมขังไว้ ให้บุรุษมากหน้าหลายตาเข้ามาชมดูมิขาดสาย พวกท่านใช่ยังรู้สึกปลอดโปร่ง?"

เอี้ยป้อซัวและอาวเอี้ยงกุนย่อมมิเคยชินกับการปะทะคารม ยิ่งมิคุ้นกับวาจาเหน็บแนม อาวเอี้ยงกุนยังเอ่ยปากขออภัยคราหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า
"เมื่อก่อนสางมีคนของพวกเราเข้ามาที่ท่าน ข้าพเจ้าต้องการทราบ เขาเข้ามาสนทนาอันใด"
งึ่นแชฮูหยินพลันกลอกตาคราหนึ่ง นางมาตรว่ามิทราบ มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น ยังปรารถนาสร้างความยุ่งยากแก่ศัตรู ดังนั้นกล่าวอย่างไม่แยแสว่า
"เราไหนเลยต้องจดจำถ้อยคำสนทนาไว้บอกเล่าแก่พวกเจ้า"
...อาวเอี้ยงกุนแลสบตาเอี้ยป้อซัว ย่อมมิทราบสมควรจัดการอย่างไร ยามวุ่นวายใจยังต้องนึกถึงเต็งลั่ง หากเขาก็อยู่ที่นี้ น่ากลัวมีวิธีเปิดปากสตรีมากหลาย พวกตนคราวหน้ายังต้องร่ำเรียนไว้ให้มาก
...ขณะครุ่นคิดหาหนทาง ประตูพลันเปิดออกอีกครา ผู้มากลับเป็นเล้งอิก เห็นเสื้อผ้าอาภรณ์เปียกชุ่ม ดวงตาก็มีประกายกราดเกรี้ยว พอเข้ามาถึงยังมิได้เหลือบมองอาวเอี้ยงกุนทั้งสอง คนตรงไปยังงึ่นแชฮูหยินที่นั่งเชิดศีรษะ กระชากเสียงถามว่า
"เล้งจงก้วงว่ากล่าวอันใดกับท่าน"
งึ่นแชฮูหยินย่อมเคยพบพานเล้งอิกมา ทว่ามิเคยคาดคิด เขาที่ปกติสุภาพเรียบร้อย วันนี้กลับเจรจาไร้หางเสียง นางพลันเดาออกทันควัน ต้องมีเรื่องร้ายแรงอันใดเกิดขึ้น พอแลสบตาเล้งอิกพลันเห็นแววดุดัน ได้แต่ก้มหน้ากล่าวว่า
"เล้งจงก้วงนั้นเป็นผู้ใด เรามิเคยได้ยินนามนี้มา"

เล้งอิกตบโต๊ะดังโครม ยังฟาดจนไม้แตกทะลุลง งึ่นแชฮูหยินก็สยิวกายขึ้น โต๊ะไม้นี้หนากว่าคืบ คนผู้นี้พอตบฟาดก็แตกเป็นช่อง นางต้องรีบซ่อนมือที่สั่นระริก ข่มน้ำเสียงให้เป็นปกติ กล่าวว่า
"ท่านใช่หมายถึงบุรุษชราที่เพิ่งเข้ามาก่อนฟ้าสาง?"
เล้งอิกพยักหน้าช้าๆ คนมาตรว่ามิได้เอ่ยคำ ในดวงตาที่จับจ้องกลับมีแววถามไถ่ งึ่นแชฮูหยินที่คิดเล่นลิ้นยามนี้กลับมิกล้า นางเมื่อแรกถูกจับก็พบเจอเต็งลั่งที่ชวนให้ผู้คนคลั่งตาย ยามนี้พลันมาเจอเล้งอิกที่พร้อมระเบิดทุกเวลา ต้องรู้สึกตนมิน่ามีชีวิตยาวนาน
...พอกระชับเสื้อคลุมบนร่างก็เอ่ยตามตรงว่า
"บุรุษชราผู้นั้นเข้ามาถาม คิดติดต่อผู้คนของเทียนมึ้งเก็งต้องทำอย่างไร ทว่าเราไหนเลยสามารถบอกออกไป เขาพอเห็นว่าเรามิยินยอมเผยความลับ ดังนั้นกล่าวว่าตนจึงเสาะหาหนทางเอง"
...เอี้ยป้อซัวกับอาวเอี้ยงกุนพอได้ยินต้องสะดุ้งวาบ เล้งอิกก็ผงะขึ้นเล็กน้อย แววตาพลันนิ่งงันคล้ายกำลังครุ่นคิด พอหันมาทางอาวเอี้ยงกุนก็กล่าวว่า
"เพิ่มยาสลายพลังแก่นาง จากนั้นสั่งผู้คนตระเตรียมอาชา เราจึงนำพานางออกไปที่ภายนอก"

อาวเอี้ยงกุนที่มีไหวพริบ ย่อมเข้าใจเรื่องราวได้ทันที พอรับคำก็รีบออกไปจัดการ เอี้ยป้อซัวที่ยังงุนงงต้องเร่งเท้าตามมา ถามว่า
"เล้งจงก้วงไฉนคิดติดต่อผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง"
อาวเอี้ยงกุนทางหนึ่งเตรียมยาสลายพลัง อีกทางตอบคำว่า
"เราก็มิทราบจุดประสงค์ที่แท้ เพียงคาดเดา ท่านย่อมคิดออกรับบางประการแทนฮวงจึง"
เอี้ยป้อซัวอุทานดังอา ถามต่อไปว่า
"จึงจู้ใช่คิดออกไปตามหาเขา ยังต้องการล่อผู้คนของเทียนมึ้งเก็งให้เป็นจุดสนใจ ดังนั้นชักนำสตรีนางนั้นร่วมทาง?"
...อาวเอี้ยงกุนก็พยักหน้าคราหนึ่ง สั่งศิษย์ที่บริเวณนั้นให้ลงไปยังคอกม้า ตนกลับเข้าไปในห้องกักขังอีกครา เอี้ยป้อซัวก็ตามติดที่ด้านหลัง เห็นเล้งอิกยังยืนอยู่ที่กลางห้อง สีหน้าคล้ายสงบลง ทว่ารังสีดุดันที่เปล่งออกยังชวนให้ผู้คนอึดอัด...

เอี้ยป้อซัวย่อมรู้สึกได้ จึงจู้ตั้งแต่กลับมาคล้ายเปลี่ยนไปมากหลาย ย่อมเกิดจากความกดดันที่แบกรับไว้ เมื่อครู่ยังพลั้งมือกระแทกโต๊ะไม้จนแตกหัก หากนำพาสตรีที่ช่างเหน็บแนมนางนี้ร่วมทางไป อาจบางทีถูกนางเจรจาเล่นลิ้น มิอาจระงับโทสะพลุ่งพล่าน สถานการณ์ย่อมเลวร้ายลง
...คนพอตรึกตรองก็เดินไปที่ด้านหลังเล้งอิก กล่าวว่า
"จึงจู้โปรดอนุญาตข้าพเจ้าร่วมทาง"
เล้งอิกพลันหันมามองเขา นัยน์ตามีแววกังวล ถามว่า
"ท่านหายดีแล้ว"
เอี้ยป้อซัวตอบตามตรงว่า
"ยังมิปกติเช่นกาลก่อน ทว่าสามารถใช้พลังได้หกเจ็ดส่วน"
เล้งอิกใคร่ครวญครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า
"ท่านหากคิดติดตามก็ไปตระเตรียมอาชาเถิด เราจึงไปรอที่ลานด้านหน้าตึก"

คนพอกล่าวจบคำก็สืบเท้าออกไป อาวเอี้ยงกุนพอให้ยาสลายพลังแก่งึ่นแชฮูหยินก็ฉุดดึงเอี้ยป้อซัวมาที่ด้านนอก กล่าวว่า
"จึงจู้ยามนี้คล้ายศรที่เหนี่ยวน้าวเต็มที่ ท่านต้องระวังเรื่องราวพลิกผัน"
เอี้ยป้อซัวผงกศีรษะรับทราบ ด้วยฝีมือของเล้งอิก ย่อมมิต้องให้พวกเขาห่วงใยกังวล ที่หวาดหวั่นกลับเป็นคนเดือดดาลมิอาจหยุดยั้ง ชักนำตนเองเข้าถ้ำเสือ คิดถอยกลับก็มิทันการณ์
...ขณะเจรจาพลันมีเสียงผู้คนลงมาทางนี้ ย่อมเป็นเตี้ยงโหวกับอาวเอี้ยงเทียน พวกท่านพอได้ยินว่าจึงจู้คิดเดินทาง เอี้ยป้อซัวก็ติดตามไป ต้องรู้สึกร้อนใจอย่างยิ่ง เตี้ยงโหวพอเห็นหน้าเอี้ยป้อซัวก็กล่าวอย่างเคร่งเครียดว่า
"เจ้ายังมิได้หายดี ต้องสุขุมรอบคอบให้มาก อย่าต้องให้เราผู้ชราไปแบกหามกลับมา"
อาวเอี้ยงกุนก็ถามขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าควรส่งผู้คนของเราติดตามไปห่างๆ หรือไม่"
อาวเอี้ยงเทียนครุ่นคิดพลางกล่าวว่า
"ย่อมต้องมีผู้คนติดตามไปเพื่อส่งข่าวมาทางนี้ ทว่าอย่าได้ออกหน้าจนเป็นที่สังเกต หาไม่ยังต้องให้จึงจู้ห่วงพะวง"

เตี้ยงโหวส่ายหน้าพลางถอนใจพลาง ตนเมื่อตรวจสอบหลังรับรายงาน พบว่าเล้งจงก้วงขับขี่อาชาออกไป ยังมิได้ใช้เส้นทางปกติ ดังนั้นผู้คนที่ส่งติดตามไปจึงมิอาจเสาะพบโดยง่าย
...เล้งอิกเมื่อกลับจากเทียนไล้กัง คล้ายมีโทสะต่อท่าน ยังอาละวาดทำลายข้าวของแตกหัก เล้งจงก้วงที่ทุกข์ทนอยู่ก่อน ยิ่งผ่ายผอมตรอมตรมกว่าเดิม ท่านยามนี้จากไป ย่อมเกิดจากความกดดันที่ได้รับ...
...ในสถานการณ์เช่นนี้ ได้แต่หวังเล้งอิกสามารถข่มกลั้นเพื่อวันข้างหน้า เอี้ยป้อซัวความจริงยังมิสมบูรณ์ ทว่าเขาที่หนักแน่นสุขุม ยามติดตามไปยังอาจช่วยฉุดรั้งอีกทาง พวกตนที่ต้องอยู่เป็นยามเฝ้าฮวงจึงก็หายใจสะดวกขึ้นเล็กน้อย...


แดดยามสายระเหยไอชื้นบนแผ่นดิน
เล้งจงก้วงอีกเพียงสามสิบลี้ก็จะเข้าเขตฉิ่วลิ้มจึง

ท่านที่ร่างกายมิแข็งแรง หนำซ้ำยังมีเรื่องราวในใจ คนห้อม้าตะบึงตั้งแต่รุ่งสาง ต้องเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง บนใบหน้ายังมีเหงื่อโทรม ยามออกจากฮวงจึงเผชิญฝนหอบใหญ่ มาตรว่าสวมหมวกสาน อาภรณ์ช่วงล่างยังเปียกชุ่มโชก
...ได้ยินเสียงจ้อกแจ้กแตกตื่น เล้งจงก้วงต้องหยุดม้าลงมอง เห็นบนต้นกื้อมีฝูงนกกระจาบบินเวียนวน ที่แท้หลบหนีเหยี่ยวตะไกรคู่หนึ่ง สุดท้ายตัวเล็กที่สุดยังโดนกรงเล็บคร่าชีวิต...
...เล้งจงก้วงชมดูจนสะท้อนสะท้าน คนพอรวบรวมกำลังใจก็ชักม้าเดินทางสืบต่อ ท่านที่มุ่งหน้าไปยังฉิ่วลิ้มจึง เนื่องเพราะคราวก่อนที่เกิดเรื่องในฮวงจึง อาวเอี้ยงกุนเคยบอกเล่า พบเจอผู้คนของเทียนมึ้งเก็งในสถานที่นั้น ท่านเมื่อเพลาย่ำรุ่งเข้าไปพบงึ่นแชฮูหยิน ทว่ามิได้ความอันใด ดังนั้นได้แต่เสี่ยงเดินทางมา หวังใจแสดงตนโดยเปิดเผย ท่านที่มีศักดิ์เป็นจงก้วงของฮวงจึง หากผู้คนของเทียนมึ้งเก็งยังรั้งอยู่ในเมืองนั้น อาจบางทีปรากฏกายออกมา...

เล้งอิกเมื่อกลับจากเทียนไล้กังยังเคร่งเครียดกว่าเดิม เขาที่ได้เบาะแสสำคัญ ตนกลับมิอาจช่วยเหลืออันใด ยามนี้เพียงทราบ เพ็กกงจู้เก็บรักษาฮ้วยหงส์ตั๊กในตุ๊กตาปั้นรูปมัจฉา ตนเมื่อนึกถึงยังจดจำได้ เล้งอิกย่อมเคยมีของเล่นเช่นนั้นจริง เพียงมิทราบภายหลังสูญหายไปที่ใด ยิ่งคิดยิ่งต้องตำหนิตนเองที่เป็นผู้คอยดูแล ดังนั้นตัดสินใจกระทำเรื่องประการหนึ่ง มาตรว่ามิหวัง สามารถคลี่คลายปัญหาทั้งมวลลง ทว่าอย่างน้อยยังช่วยยืดเวลาอีกช่วง...
...ตนยามนี้ย่อมฝากความหวังไว้ที่เต็งลั่ง เขาที่เป็นสหายรักของเล้งอิก ยังคำนวณเรื่องราวโดยปราดเปรื่อง คราวก่อนที่ตนให้เบาะแสสายหนึ่ง มิทราบสืบความอันใดได้ เล้งอิกเมื่อกลับมายังบอกเล่า พบพานเต็งลั่งอยู่กับเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง ยามนี้หากคิดพบเจอเขา ย่อมต้องหาทางเข้าสู่เทียนมึ้งเก็งนั้น...

ที่ตนออกมาสืบเสาะศัตรู เพียงคิดเจรจาความประการหนึ่ง ยังเกี่ยวพันถึงฮ้วยหงส์ตั๊ก...
...ก่อนหน้าการประลองระหว่างเล้งทิเจ็งกับเจ็งไฮ้ ผู้ที่เข้าไปในห้องเก็บอาวุธมีเพียงตน ผู้ที่เคยเห็นตุ๊กตาปั้นที่เก็บฮ้วยหงส์ตั๊กก็คือตน เทียนมึ้งเก็งหากทราบความนี้ อาจบางทียังเบนเป้าหมายจากเล้งอิก มาตรว่าเก็งจู้นั้นยังคิดประมือกับเขา ก็มิจำเป็นต้องใช้ชีวิตทั้งสองฝ่ายเป็นเดิมพัน เนื่องเพราะตัวการความแค้นมิใช่เล้งอิกอีกต่อไป...

เห็นลำธารสายน้อยที่พาดผ่านแนวป่าสิ้นสุดลง เล้งจงก้วงย่อมทราบ นี่จวนเข้าเขตฉิ่วลิ้มจึงแล้ว
...ท่านแม้มิได้มั่นใจแม้แต่น้อย เทียนมึ้งเก็งใช่รับฟังความจากบ่าวไพร่หรือไม่ ยังต้องทดลองเสี่ยงเพื่อเล้งอิกสักครา...

ป่าแถบนี้มิเพียงมีต้นกื้อเป็นแนว ยังมีดงเกาลัดรกครึ้ม เสียงวิหคก็คล้ายเซ็งแซ่เป็นพิเศษ เล้งจงก้วงที่เมื่อครู่เห็นเหยี่ยวใหญ่ลากทึ้งนกกระจาบ ย่อมมิปรารถนาไปใส่ใจอีก
...ท่านเมื่อมิได้เหลียวมอง ย่อมมิอาจพบเห็น ที่บนต้นไม้เหนือศีรษะ มีเงาร่างสามสายจับจ้องมองอยู่...
...เป็นซออัว (ดรุณีร่ายรำ)...


ลำธารสายน้อยมีต้นกำเนิดจากบนภูเขา ไหลลงผ่านแนวป่าตลอดทั้งสาย
...เล้งอิกยามนี้ควบขับอาชาสีนิลคู่ใจ อีกมือยังถือสายบังเหียนบังคับม้าให้แก่งึ่นแชฮูหยิน เขายามปกติมิเคยใช้แส้ วันนี้กลับยังถือติดมา ย่อมเป็นร้อนรุ่มดังมีเพลิงผลาญ เล้งจงก้วงออกเดินทางตั้งแต่ก่อนสาง หนำซ้ำใช้ม้าหนุ่มฝีเท้าดี น่ากลัวยังไปไม่ต่ำกว่าสองร้อยลี้...
เตี้ยงโหวสั่งเหล่าศิษย์ตรวจสอบเส้นทาง มิพบรอยเท้าอาชาในหมู่บ้าน แสดงว่าเล้งจงก้วงลัดเลาะเข้าป่า เคราะห์ดีเมื่อเช้ามีฝน พื้นดินพอเปียกย่อมอ่อนนุ่มลง ทิ้งร่องรอยให้ติดตามเสาะมา

เล้งอิกที่กลางหลังสะพายกระบี่โค้งเล่มหนึ่ง เห็นโกร่งกระบี่เป็นทองเหลือง ตัวด้ามสีดำสลักรูปมังกร ฝักกระบี่ที่ทำจากไม้ก็แกะเป็นรูปมังกร ย่อมเป็นที่โฮ้ยเกี่ยมแขะกำนัลให้ ลวดลายบนฝักยังเป็นท่านแกะสลักขึ้นเอง...
...กระบี่นี้สั่งตีพร้อมกันสองเล่ม หลอมขึ้นจากเตาในเวลาเดียว อีกเล่มเล็กเรียวกว่า มีความโค้งน้อยกว่า ฝักกระบี่เป็นไม้เนื้อแดง ตัวด้ามสลักเป็นพยัคฆ์เผ่นโผน ย่อมเป็นของเต็งลั่ง โฮ้ยเกี่ยมแขะยามกำนัลแก่พวกเขา ยังกล่าวว่าเล้งอิกมีพยัคฆ์ที่เป็นทวน ดังนั้นจึงให้เต็งลั่งมีพยัคฆ์ที่เป็นกระบี่ เต็งลั่งยามออกไปที่ภายนอกกลับมิพกติดตัว ยังฝากไว้กับเล้งอิก เขายามนี้ที่ถือกระบี่มังกรติดมือมา ย่อมตระหนักตนเองมีจิตใจว้าวุ่น ดังนั้นคิดใช้กระบี่หนึ่งในสองเป็นเครื่องเตือนสติ...

เอี้ยป้อซัวที่ติดตามกระชั้นชิดย่อมพกพาทวน ทว่ามิใช่เล่มที่ใช้ประจำ เพียงเป็นทวนด้ามไม้ไผ่เล่มบาง น้ำหนักมิเกินยี่สิบห้าชั่ง เขาที่ยังไม่สมบูรณ์พร้อม ยามออกเดินทางด้วยอาชา ย่อมต้องใช้อาวุธที่คล่องมือกว่า ยามนี้ชำเลืองแลเล้งอิก เห็นตลอดทางมิได้ว่ากล่าวอันใด เพียงตวาดใส่งึ่นแชฮูหยินที่แสร้งใช้เท้าทิ่มข้างลำตัวม้า จงใจกลั่นแกล้งให้เดินทางล่าช้า...
...เอี้ยป้อซัวย่อมทราบ หากพวกตนมิพบพานเล้งจงก้วง ฤาพบท่านประสบเภทภัยอันใด เล้งอิกที่ปั่นป่วนราวพายุคลั่งต้องระเบิดออก ยามนั้นงึ่นแชฮูหยินที่พวกเขานำมาล่อผู้คน อาจบางทียังกลับกลายเป็นเหยื่ออารมณ์...