เล้งจงก้วงพอชักอาชาพ้นเขตลำธาร พลันรู้สึกสถานที่นี้กลับเงียบผิดปกติ ท่านมาตรว่ามิได้มีโสตประสาทเฉียบคม ยังมีลางสังหรณ์ดังธรรมชาติมนุษย์
...คนพอรู้สึกวังเวง ที่เบื้องหน้าปรากฏเงาร่างสามสาย ยังยืนห่างไปเพียงสองวา ต้องรีบชะงักอาชาโดยพลัน เห็นพวกนางสวมใส่อาภรณ์สีดำรัดกุม บนศีรษะก็โพกผ้าไว้ นางหนึ่งในมือถือกระบี่สั้น อีกสองนางมิได้มีอาวุธ...
...เล้งจงก้วงย่อมมิทราบแน่ชัด พวกนางสังกัดค่ายสำนักใด ได้แต่ถามว่า
"...เทียนมึ้งเก็ง?"

ซออัวทั้งสามก็หันมองกัน ผู้ที่ถือกระบี่พลันก้าวขึ้นมาด้านหน้า ย้อนถามว่า
"ฮวงจึง?"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะรับคำ ได้ยินนางถามสืบไปว่า
"ที่แท้เป็นเศียรฤาเป็นหาง?"
เล้งจงก้วงย่อมเข้าใจ นางต้องการทราบตำแหน่งของตนในฮวงจึง ดังนั้นตอบตามตรงว่า
"ข้าพเจ้าแซ่เล้ง เป็นจงก้วงผู้หนึ่ง"
...เหล่าดรุณีพอฟังต้องอุทานขึ้นพร้อมกัน พวกนางก่อนออกปฏิบัติการที่ด้านนอก ย่อมต้องเรียนรู้ศักดิ์ศรีผู้คนในฮวงจึง ฟังว่าเล้งจงก้วงมิได้มีวิชาฝีมือแม้แต่น้อย ทว่ามีความสำคัญต่อเล้งอิกอย่างยิ่ง ยามนี้กลับปรากฏกายเพียงลำพัง มิทราบทางฮวงจึงมีแผนการอันใด...

ซออัวเป็นหน่วยสตรีในสังกัดเล้งโกว วิชาที่ฝึกล้วนเพื่อใช้คร่าชีวิต ทุกกระบวนท่ารวบรัด คราวก่อนที่สามารถสังหารศิษย์ฮวงจึงโดยง่าย ย่อมเป็นแบ่งลงมือทีละจุด จากนั้นกลุ้มรุมจู่โจมมิทันตั้งตัว
...หลังจากที่เล้งโกวถูกจับเป็นเชลย ซออัวส่วนหนึ่งกลับมิได้คืนสู่สำนัก ย่อมคิดหาทางช่วยเหลือผู้เป็นนายออกมา ทว่าฮวงจึงหลังเกิดเรื่องยิ่งระมัดระวังกว่าเดิม พวกนางที่รอคอยเนิ่นนาน มิทราบสมควรทำอย่างไร วันนี้กลับพบเจอเล้งจงก้วงโดยมิคาดคิด ต้องรู้สึกคล้ายสวรรค์ประทาน เพียงแต่คนอยู่ใต้สังกัดเล้งโกวที่เย็นชาเจ้าอารมณ์ จะมากจะน้อยยังติดนิสัยระแวงระไว ยามนี้ล้วนครุ่นคิดขึ้น เล้งจงก้วงที่เป็นผู้ชราไร้ความสามารถ ไหนเลยกล้าออกมาที่ภายนอกโดยปราศจากผู้คนติดตาม อาจบางทียังเป็นกับดักอันหนึ่ง...

พวกนางเพียงเหลียวแลดูกัน ย่อมมิกล้าลงมือโดยผลีผลาม พลันได้ยินเล้งจงก้วงเอ่ยว่า
"ข้าพเจ้าที่มาวันนี้ คิดขอความกรุณา เข้าพบเก็งจู้พวกท่านสักครา มิทราบโกวเนี้ยสามารถให้ความสะดวก..."
สตรีที่อยู่ด้านหลังพลันแค่นเสียงขึ้น กล่าวว่า
"ท่านเป็นเพียงจงก้วงไร้ฝีมือ ไหนเลยมีศักดิ์ศรีพบเก็งจู้"
เล้งจงก้วงยังคงรักษาความสงบไว้ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมมีมีศักดิ์พบท่าน เพียงมีเรื่องสำคัญคิดเจรจา ยังเกี่ยวข้องกับฮ้วยหงส์ตั๊ก"
เหล่าซออัวที่เพียงรับคำสั่งเล้งโกว ปกติแยกจากผู้คนอื่นในเทียนมึ้งเก็ง ยังพบเก็งจู้เพียงน้อยครั้ง ยามนี้พอฟัง เฒ่าผู้นี้คิดเจรจาเรื่องสำคัญ ไหนเลยสามารถตัดสินใจอันใด สตรีที่ถือกระบี่พลันกล่าวแก่พวกพ้องว่า
"พวกเราก็คร่ากุมเขาไว้ นำไปแลกเปลี่ยนกับเล้งโกว"

เล้งจงก้วงถอนใจคราหนึ่ง ส่ายศีรษะกล่าวว่า
"พวกท่านหากจับกุมข้าพเจ้า ยังคิดพาย้อนกลับไปที่ฮวงจึง มิเพียงไม่สามารถแลกเปลี่ยนผู้ใด ยังอาจมีอันตรายถึงชีวิต"
ซออัวทั้งสามแค่นเสียงพร้อมกัน กล่าวอย่างเย้ยหยันว่า
"เรื่องราวเช่นนี้ไหนเลยต้องให้ท่านสอนสั่ง"
เล้งจงก้วงกล่าวสืบไปว่า
"บอกต่อพวกท่านตามความสัตย์ จึงจู้เมื่อทราบว่าข้าพเจ้าลอบออกมา ย่อมต้องติดตามที่ด้านหลัง พวกท่านหากมิต้องการพบเจอเขา ยังคงรีบนำพาข้าพเจ้าเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง ข้าพเจ้าเมื่อพบเก็งจู้ของพวกท่าน ยังยินยอมให้พวกท่านกระทำตามใจ คิดนำข้าพเจ้ากลับมาแลกเปลี่ยนผู้คน ฤาคิดสังหารเสียในทันควัน ข้าพเจ้าล้วนมิตัดพ้อ"
...ท่านที่เป็นนักศึกษา ยามว่ากล่าวกับศัตรูยังสุภาพเรียบร้อย เหล่าซออัวที่หยาบกร้านย่อมมิเคยพบพานคนเช่นนี้ พวกตนความจริงคิดใช้เขาแลกเปลี่ยนกับเล้งโกว หากมิประสบผลยังหมายคร่าชีวิตเขาเสีย ทว่าเมื่อครู่ได้ยินเขากล่าว เล้งอิกนั้นก็ติดตามมา พวกตนอาจบางทีใช้ชีวิตเฒ่าผู้นี้เป็นเครื่องต่อรอง เพียงมิมั่นใจ หากต้องเผชิญหน้าโดยตรง อีกทั้งมิมีเวลาเตรียมการณ์ น่ากลัวยังมีข้อเสียเปรียบ
...พวกนางที่ลงมือโหดเหี้ยม ย่อมรักตัวกลัวตาย ยามครุ่นคิดมิตกได้แต่ยืนมึนงง มิทราบสมควรทำอย่างไร...

สตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันกล่าวว่า
"พวกเราก็มิต้องฟังคำเฒ่าผู้นี้ สักครู่สังหารเขาเสีย ตัดศีรษะนำกลับไปมอบแก่เล่าฮูหยิน ท่านเมื่อเห็นพวกเราสามารถลงมือต่อจงก้วงของฮวงจึง ย่อมยกย่องชมเชยตบรางวัล"
...เล้งจงก้วงพอได้ยินต้องสะดุ้งวาบ ท่านที่ออกมาคราวนี้ย่อมทราบ ตนมิอาจประสบผลดี ทว่าจะอย่างไรก็มิปรารถนาสิ้นชีพโดยไร้ค่า ยามนี้ต้องไตร่ตรองอย่างรวดเร็ว กล่าวว่า
"...คิดฆ่าข้าพเจ้าย่อมมิยากเย็น ทว่าการตายที่มีเงื่อนงำของอดีตเก็งจู้พวกท่านกลับต้องเป็นปริศนาตลอดกาล เก็งจู้ท่านปัจจุบันหากทราบความนี้ ย่อมต้องขุ่นเคืองอย่างยิ่ง ท่านดู จับเชลยสมควรจับเป็น มิเพียงสามารถเค้นคอให้บอกความลับนานาประการ ยังบ่งบอกถึงความสามารถผู้คร่ากุม..."
...ท่านที่เจรจากับซออัวทั้งสามมาชั่วครู่ ย่อมสังเกตได้ว่าพวกนางล้วนเป็นเช่นดาบกระบี่เล่มหนึ่ง เพียงรู้จักทิ่มแทงสังหาร กลับมิได้มีสติปัญญา ดังนั้นเอ่ยนำชักชวนให้คล้อยตาม เห็นพวกนางหยุดคิดแน่นิ่ง ยังมองตากันอย่างมิอาจตัดสินใจ ต้องกล่าวขึ้นอีกว่า
"พวกท่านล้วนทราบ ข้าพเจ้ามิได้มีวิชาฝีมือ ย่อมมิเป็นอันตรายต่อพวกท่าน ที่ชวนตื่นเต้นกว่า จึงจู้ของข้าพเจ้ายังติดตามมาที่ด้านหลัง หากพวกท่านสามารถหลบรอดการไล่ล่าของเขา ชักนำข้าพเจ้าเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง จึงจู้ของข้าพเจ้าย่อมเสียหน้ายิ่ง หลังจากนั้นพวกท่านยังสามารถสังหารข้าพเจ้า เย้ยหยันเขาอีกทอดหนึ่ง"
...คนพอว่ากล่าว ยังรู้สึกห่วงใยเล้งอิก เกรงเหล่าซออัวส่งข่าวชักนำผู้คนมา ทว่าตนยามนี้มิมีทางเลือก ได้แต่ใช้อุบายกระตุ้นพวกนางให้นำพาไป...

เห็นซออัวที่ถือกระบี่พลันสืบเท้าเข้ามา ยื่นมือฉุดดึงท่านลงจากหลังม้า ยังตบสกัดจุดร่างกายท่อนบน พวกพ้องที่ด้านหลังก็สะกิดกายติดตาม ถามว่า
"ท่านคิดนำพาเขากลับไป?"
สตรีที่ถือกระบี่ผงกศีรษะกล่าวว่า
"ที่เขาว่ากล่าวเมื่อครู่มีเหตุผลยิ่ง พวกเรานำเขากลับไป ย่อมได้รับรางวัลจากเล่าฮูหยิน หลังจากที่นางซักถามเขา พวกเรายังสามารถใช้เขาแลกเปลี่ยนกับเล้งโกว จากนั้นสังหารเขาเสีย ได้กำไรถึงสามต่อ"

พวกนางที่เล้งโกวอบรมให้รู้จักเพียงเข่นฆ่า ย่อมมิมีความคิดซับซ้อน อีกทั้งเห็นเล้งจงก้วงเป็นเพียงแพะแกะอ่อนแอ มิอาจใช้ลวดลายใด ดังนั้นกระทำตามที่ท่านชี้แนะ...
...เล้งจงก้วงยามนี้เข้าถ้ำเสือไปครึ่งตัว ในใจพลันระลึกถึงเล้งทิเจ็ง ยังจดจำถ้อยคำที่ท่านฝากฝังเล้งอิกกับเขา...
...หากมีเจ้าช่วยดูแล เราก็วางใจ...

คนพอหลับตาลง ยังตั้งปณิธานขึ้นแน่วแน่ ตนหากต้องตกตายในการนี้ ยังหวังใช้เลือดเนื้อสนองคุณต่อฮวงจึงสักครา...


เสียงฝีเท้าอาชาถี่กระชั้น...
เล้งอิกที่รุ่มร้อนใจ สุดท้ายยังเฆี่ยนม้าเร่งเดินทาง...

เอี้ยป้อซัวที่ด้านหลังพลันส่งเสียงอุทาน เล้งอิกต้องชะงักอาชาวูบ ร้องถามว่า
"มีเรื่องราวใด"
คนพอแลตามสายตาเอี้ยป้อซัว พลันเห็นบนพื้นข้างต้นกื้อมีจุดสีแดงกระจายอยู่ เขาที่เร่งร้อนกลับมิได้สังเกตเห็น เอี้ยป้อซัวรีบกระโจนลงจากหลังม้า ปราดเข้าไปยังบริเวณนั้น เห็นหยดสีแดงเป็นรอยชื้น แสดงว่าเพิ่งปรากฏขึ้น ยังคล้ายเป็นหยาดโลหิต ต้องรู้สึกในใจเย็นเยียบลง
...เล้งอิกก็ปรี่เข้ามา เอี้ยป้อซัวพลันแตะปลายนิ้วสัมผัส ทว่าพอได้กลิ่นชัดเจน ต้องถอนใจอย่างโล่งอก กล่าวว่า
"นี่มิใช่โลหิตมนุษย์"
เล้งอิกเหลือบแลรอบต้นกื้อ เห็นที่ส่วนโคนอีกด้านมีกระจุกขนสีดำ ดังนั้นเข้าใจได้ทันที ย่อมเป็นวิหคถูกจับเข่นฆ่า พอบอกกล่าวแก่เอี้ยป้อซัว คนก็คิดเดินทางสืบต่อ งึ่นแชฮูหยินที่สังเกตอยู่พลันหัวร่อขึ้น กล่าวว่า
"พวกท่านเหล่าบุรุษฉกรรจ์กลับตื่นเต้นนัก กระทั่งวิหคตกตายยังขนลุกพอง"
เล้งอิกสงบใจมิฟังนาง งึ่นแชฮูหยินที่คิดยั่วโทสะเขายังเอ่ยอีกว่า
"เล้งจึงจู้ที่หวาดหวั่นเป็นพิเศษ ฤาเกรงว่าวิหคนั้นก็ถูกคนใจมารใช้ฮ้วยหงส์ตั๊กสังหาร..."

นางพอว่ากล่าวย่อมคิดแย้มยิ้ม ทว่าสีหน้ายังมิทันปั้นขึ้น ได้ยินเสียงดังเพียะ รู้สึกเจ็บแปลบที่ใบหน้าด้านซ้าย ร่างที่ไร้กำลังแทบไถลลงจากหลังม้า ในความมึนงงได้ยินเสียงเอี้ยป้อซัวร้องว่า
"จึงจู้โปรดระงับอารมณ์"
...นางพอตั้งสติก็รีบหันมอง ยกมือขึ้นกุมแก้มที่ร้อนผ่าว ดวงตายังคล้ายพร่าไป เห็นเอี้ยป้อซัวใช้มือข้างหนึ่งฉุดรั้งข้อเท้านาง ย่อมดึงไว้มิให้ร่วงหล่นลง เล้งอิกยามนี้นั่งอยู่บนอาชา ยังก้มศีรษะหลับตาข่มสติ ที่แท้เมื่อครู่ใช้หลังมือฟาดใส่นาง งึ่นแชฮูหยินที่ทั้งเจ็บทั้งอับอาย ต้องชี้นิ้วร้องขึ้นว่า
"เรามิอาจใช้พลังฝีอ เล้งจึงจู้ที่เป็นบุรุษสุดประเสริฐ ไฉนจึงเพียงตบตีแผ่วเบา ทางที่ดียังคงระดมหมัดเท้าที่บรรพชนท่านใช้สร้างชื่อก่อวีรกรรม สังหารเราให้ตกตายทันควัน"
เล้งอิกหันขวับมาทางนาง นัยน์ตามีแววเดือดดาล ตวาดว่า
"ท่านหยุดปาก"

งึ่นแชฮูหยินมาตรว่าใจเต้นแรง ทว่านางมิเคยยอมลงแก่ผู้อื่น ยังคิดว่ากล่าวถ้อยคำเสียดแทงใจ คนพออ้าปากพลันต้องชะงักค้าง ที่แท้เอี้ยป้อซัวยื่นมือตบสกัดจุดนาง ร่างกายท่อนบนมิอาจเคลื่อนไหว ลิ้นยังคล้ายแข็งทื่อไป...
...เอี้ยป้อซัวพลันเอ่ยขอสายบังเหียนจากเล้งอิก ย่อมคิดบังคับม้าแก่งึ่นแชฮูหยิน เขายามนี้ตระหนักแท้ จึงจู้ที่กดดันมิอาจระงับใจแม้แต่น้อย เมื่อครู่หากเขามิได้ร้องขอ งึ่นแชฮูหยินน่ากลัวยังโดนซ้ำอีกมากหลาย...
...พวกเขาสนิทสนมกันแต่เยาว์วัย เล้งอิกที่สำรวมเรียบร้อย แทบมิเคยโกรธขึ้งผู้ใด เอี้ยป้อซัวย่อมเข้าใจ จึงจู้ผ่านเหตุการณ์ชวนตระหนก อารมณ์รุนแรงเดือดคั่ง ทว่าจะอย่างไรก็มิคาดคิด เพียงมีถ้อยคำเหน็บแนม ถึงกับลงมือต่อสตรีที่มิอาจใช้กำลังในลักษณะนี้...

เห็นเล้งอิกกระตุ้นอาชาออกเดินทาง เอี้ยป้อซัวก็ติดตามไปโดยพลัน เขาย่อมมิทราบ เล้งอิกที่ควบขับทางด้านหน้า ยามนี้ดวงตาอ้างว้างเหม่อลอย มือที่กำสายบังเหียนแน่นยังสั่นระริก
...ที่วนเวียนอยู่ในใจกลับเป็นภาพลิ้มเต็กเฮียะ...
งึ่นแชฮูหยินผู้นี้เป็นมารดานาง เขากาลก่อนยังเคยคิด หากหมดเรื่องราวย่อมปล่อยนางออกไป ลิ้มเต็กเฮียะที่น่าเวทนา ย่อมต้องมีผู้คุ้มครองดูแล ทว่าเขาเมื่อครู่มิอาจระงับใจ กลับลงมือทำร้ายมารดานาง ลิ้มเต็กเฮียะภายหน้าหากได้ฟังเรื่องราว มิทราบพลันรู้สึกต่อตนอย่างไร

ยามนี้ได้แต่ข่มอารมณ์พลุ่งพล่าน ในใจระลึกถึงตัวอักษรที่จารึกบนโฮ้วเส่าเชีย (ทวนพยัคฆ์คำรน)
...ฮ้ำ (ขันติ)... หงี่ (น้ำมิตร)... เฮี้ยง (คุณธรรม)...


ท้ายหมู่บ้านฉิ่วลิ้มจึงมีบึงน้ำกว้างใหญ่ ผิวน้ำเป็นสีเขียวเข้มสงบนิ่ง แสดงว่าลึกอย่างยิ่ง ข้างบึงน้ำยังมีอารามเก่าร้าง ประตูด้านหน้าแตกหักออก หลังคาก็ทะลุเป็นหย่อม ส่วนที่เป็นโพรงยังมีวิหคเข้ามาทำรัง
...เล้งจงก้วงนอนคว่ำเหยียดยาวบนขื่อใต้หลังคา ซออัวทั้งสามจับเขามัดไว้แน่นหนา ป้องกันมิให้ร่วงหล่นลงเบื้องล่าง พวกนางยามนี้ลอบเข้าไปในหมู่บ้าน คิดเสาะหาเสบียงกรังระหว่างทาง ยังต้องการปล่อยข่าวลือบางประการ ชักนำผู้คนของฮวงจึงให้เข้าใจผิด ดังนั้นมิอาจนำพาเล้งจงก้วงติดตามไป กริ่งเกรงเป็นที่สนใจของผู้คน อีกทั้งพวกนางที่ระแวงหวาดหวั่น มิกล้าแยกทางกัน ก่อนผละไปได้แต่สกัดจุดเขาทั่วร่าง ขึงมัดไว้ในลักษณะนี้...

เล้งจงก้วงคิดเข้าถ้ำเสือเสี่ยงชีวิต ที่กลัวกลับเป็นเล้งอิกติดตามมาทัน แผนการที่ตนตั้งใจไว้พลันเสียไป ยามนี้นอนอยู่บนขื่อยาว ยังสงบใจกำหนดจิตเป็นสมาธิ ลมหายใจพลันละเอียดเบาบาง ความร้อนในร่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ที่ทำเช่นนี้ย่อมคิดปกปิดร่องรอย เล้งอิกและระดับสูงในฮวงจึงมีโสตประสาทปราดเปรียว หากติดตามมาอาจบางทียังเสาะหาตนจนพบ
...ขณะเข้าสู่ภวังค์พลันได้ยินสุ้มเสียงผู้คน ต้องค่อยระบายลมหายใจแผ่วเบา ลืมตามองผ่านช่องระหว่างรอยประกบบนแผ่นไม้ เห็นร่างสองสายก้าวเท้าเข้ามาทางโพรงแตกบนประตูอาราม เป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี แต่งกายด้วยอาภรณ์เช่นชาวบ้านทั่วไป มิคล้ายผู้คนในวงนักเลง ยิ่งมิใช่ผู้คนของฮวงจึงแน่นอน ต้องโล่งใจขึ้นเปลาะหนึ่ง ยามนี้เพียงหวั่นเกรงเหล่าสตรีของเทียนมึ้งเก็งพลันกลับคืนมา มิทราบพวกนางคิดทำร้ายผู้คนอื่นหรือไม่ ได้แต่ภาวนาให้บุรุษสตรีที่ด้านล่างจากไปโดยเร็ว...

คนคิดภาวนาช่วยเหลือ กลับได้ยินเสียงสตรีเอ่ยขึ้นว่า
"สถานที่นี้มาตรว่าสกปรกรุงรัง พวกเรายังพอใช้อาศัยชั่วครู่ พอรับประทานอาหารกลางวันจึงค่อยเดินทางสืบต่อ"
...จากน้ำเสียงแสดงว่าเป็นดรุณีเยาว์วัย เล้งจงก้วงพอฟังต้องร้อนใจขึ้น ที่แท้พวกเขาเป็นคนผ่านทาง ยังคิดอาศัยสถานที่นี้พักรับประทาน หากผู้คนของเทียนมึ้งเก็งเข้ามาพบ อาจบางทีมีภัยถึงชีวิต ทว่าท่านยามนี้โดนสกัดจุดทั่วร่าง ย่อมมิอาจร้องบอกตักเตือน อย่าว่าแต่ ตนอยู่ในสภาพทุลักทุเล ต่อให้สามารถว่ากล่าวยังมีผู้ใดเชื่อถือ พาลขบขันผู้เฒ่างมงายเลอะเลือน...
...เห็นดรุณีนั้นสืบเสาะจนทั่วอาราม พอได้ไม้กวาดเก่ามาอันหนึ่งก็ไชโยโห่ร้อง รีบกวาดพื้นด้านหนึ่งจนสะอาดโล่ง เรียกหาบุรุษที่ยืนนิ่งนับถุงผ้าอันใดอยู่ในมือว่า
"ลู่ตั่วกอ ข้าพเจ้ากวาดพื้นสะอาดเอี่ยมแล้ว ท่านก็มาชมดูถุงสมุนไพรทางด้านนี้เถิด"
...ที่แท้พวกนางคือลิ้มเต็กเฮียะกับลู่เช่าจื้อเอง...

เล้งจงก้วงย่อมมิเคยรู้จักพวกเขา เห็นบุรุษที่แซ่ลู่ทรุดกายลงนั่งบนพื้น ดรุณีน้อยนางนั้นก็ล้วงถุงย่ามหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมา ที่ภายในบรรจุข้าวสุกตากแห้งคลุกเกลือกับเมล็ดงา รับประทานข้าวคำหนึ่งน้ำคำหนึ่ง ลู่เช่าจื้อที่กินอยู่เรียบง่ายย่อมมิรู้สึกอันใด ลิ้มเต็กเฮียะบางครายังนึกถึงหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่ ทว่านางที่เกรงใจลู่ตั่วกอ ไหนเลยเรียกร้องท่านซื้อหารับประทาน...
...ในถุงย่ามยังมีสาลี่ป่าสองผล ผลหนึ่งยังเขียวมิใคร่สุกดี อีกผลแหว่งเว้าเล็กน้อย ที่แท้โดนนกเจาะกิน ลู่เช่าจื้อพอเห็นนางยื่นส่งให้ก็บอกว่า
"ท่านเก็บไว้รับประทานเองทั้งสองผลเถิด เรายามนี้อิ่มแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะย่อมทราบลู่ตั่วกอมีน้ำใจ ทว่าเห็นท่านผอมแห้งจนแทบปลิวลม ต้องยื่นส่งให้ผลหนึ่ง กล่าวว่า
"รับประทานคนเดียวเปล่าเปลี่ยววังเวง ไหนเลยรับรู้รสชาติอันใด ท่านก็รับไว้ผลหนึ่งเถิด"
ลู่เช่าจื้อพอรับสาลี่มา ต้องแสร้งขมวดคิ้วกล่าวว่า
"ท่านให้เรารับประทานสาลี่เขียว ตนเองกลับเก็บผลสุกไว้ น้ำใจเยี่ยงนี้เรากลับมิอาจรับ..."
ลิ้มเต็กเฮียะก็หัวร่อคิกคัก ชูผลสาลี่ในมือขึ้น ชี้ให้ดูรอยนกจิกแหว่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าให้ท่านเลือก คิดรับประทานผลเขียวที่สวยงาม ฤารับประทานผลสุกที่..."
วาจายังมิทันขาดคำ ลู่เช่าจื้อกลับยื่นมือปิดปากนาง นัยน์ตามีแววประหลาดพิกล พอผุดลุกขึ้นยืนก็ฉุดลากลิ้มเต็กเฮียะติดตามมา เหลียวหน้าเหลียวหลังรอบสถานที่ เห็นข้างแท่นบูชามีแผ่นไม้กองสูงระเกะระกะ ต้องดึงมือนางไปที่ด้านหลัง กระซิบบอกว่า
"...มีผู้คนมา"

เล้งจงก้วงเพียงแลเห็นอากัปกริยาพวกเขา ทว่ามิได้ยินถ้อยคำที่กระซิบ ย่อมนึกสงสัยพวกเขาคิดกระทำอันใด ขณะงุนงงพลันได้ยินเสียงผู้คนอีกครา พอเขม้นมองก็เห็นบุรุษหนุ่มสามคนปราดเข้ามาในอาราม ล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์สีดำรัดกุม ยังสะพายกระบี่ฝักสีดำ คนที่อยู่หน้าสุดร่างเตี้ยเล็กไว้หนวดเครา อีกสองคนรูปร่างสูงใหญ่กว่า ดูจากหน้าตาท่าทางมีส่วนคลับคล้าย น่ากลัวยังเป็นพี่น้อง

บุรุษร่างเตี้ยเล็กที่ไว้หนวดเคราพลันกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ กล่าวว่า
"ซาซือเฮียติดตามนางมารทั้งสามนั้นไป ยังให้พวกเราค้นสถานที่แถบนี้โดยละเอียด อารามนี้อาจบางทียังมีพิรุธ พวกเจ้าก็อย่าได้ให้มีอันใดรอดสายตา"
เล้งจงก้วงพอฟังต้องสะดุ้งวาบ พวกเขากล่าวถึงนางมารทั้งสาม มิทราบหมายถึงเหล่าสตรีของเทียนมึ้งเก็งหรือไม่ บุรุษหนุ่มเหล่านี้ล้วนเป็นคนในวงนักเลง ทว่าท่านมิอาจทราบ เป็นสหายหรือศัตรูจากเส้นทางใด ห้าสำนักใหญ่ที่ใช้กระบี่มีเพียงเทียนซัวกับเก้าฮุ้นเก็ง พวกเขามิได้แต่งชุดนักพรต ย่อมมิใช่มาจากเทียนซัว ทว่าเก้าฮุ้นเก็งที่เคยได้ยินมา ประกอบด้วยห้าบุรุษสี่สตรี ผู้มายามนี้มีเพียงสาม รวมกับซาซือเฮียที่กล่าวถึงก็เป็นเพียงสี่ มิทราบใช่เกี่ยวข้องกับเก้าฮุ้นเก็งหรือไม่...

เห็นผู้หนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู ย่อมคิดเฝ้าสังเกตด้านนอก อีกสองคนแยกย้ายกันตรวจค้นแต่ละด้าน เล้งจงก้วงที่ใจเต้นโครมคราม มิเพียงหวั่นเกรงพวกเขาพบร่องรอยตน ยังนึกห่วงบุรุษแซ่ลู่กับดรุณีน้อยที่หลบซ่อนอยู่หลังกองไม้ ยามนี้พอเหลือบมองพวกเขา เห็นบุรุษแซ่ลู่นั้นก็เงยศีรษะขึ้น ยังจับจ้องมายังขื่อที่ตนนอนอยู่ ดวงตามีแววฉงนฉงาย เล้งจงก้วงยิ่งรู้สึกใจสะท้าน ฤาบุรุษผู้นี้ก็มีวิชาฝีมือ ยังสามารถรับรู้การดำรงอยู่ของตน...
คนพอนึกหวาดเสียว พลันได้ยินบุรุษหนุ่มที่หน้าประตูร้องว่า
"หยุดมือ มีคนมา"
วาจาเพิ่งว่ากล่าว มีเสียงชายเสื้อปะทะลมเร่งร้อน บุรุษทั้งสามก็เผ่นโผนออกไป เล้งจงก้วงที่อยู่บนขื่อย่อมมิอาจแลเห็นเหตุการณ์ที่ด้านนอก เพียงได้ยินเสียงตวาดของสตรีดังขึ้นว่า
"สุนัขของเก้าฮุ้นเก็งยังมากัดผู้คนถึงที่นี้?"

เล้งจงก้วงพอฟังต้องรู้สึกตื่นตระหนก ที่แท้บุรุษหนุ่มทั้งสามเป็นคนของเก้าฮุ้นเก็งจริงๆ เล้งอิกเมื่อกลับจากเทียนไล้กังยังบอกเล่า เคยประมือกับเก้าวิญญาณมาคราหนึ่ง เล้งจงก้วงยามนี้สับสนงุนงง เก้าฮุ้นเก็งที่คิดทำร้ายเล้งอิก กลับมิได้เข้าพวกกับเทียนมึ้งเก็ง มิทราบยังแตกฝักฝ่ายกันเยี่ยงไร พอครุ่นคิดก็ได้ยินเสียงต่อสู้เร่งร้อน ต้องประหวั่นพรั่นพรึงยิ่ง หากผู้คนของเก้าฮุ้นเก็งสามารถเอาชัย ย่อมต้องย้อนเข้ามาค้นหา เมื่อพบเจอตนย่อมมิเป็นผลดี
...คนพอร้อนรุ่มยังเหลือบเห็นบุรุษแซ่ลู่กับดรุณีน้อยสืบเท้าย่องออกมา ดรุณีนางนั้นวิ่งปราดไปที่ข้างประตู ยังลอบมองออกไปที่ด้านนอก บุรุษแซ่ลู่ก็ติดตามนางมา ทั้งคู่ย่อมคิดหลบหนีออกไป ทว่าผู้คนยังประมือกันในบริเวณนั้น ไหนเลยสามารถหลบรอดสายตา...

ลู่เช่าจื้อเคยพบพานเก้าวิญญาณมาคราหนึ่ง ยังกำนัลยาปั่นป่วนแก่พวกเขา ยามนี้พลันมาประสบเข้าโดยมิคาดฝัน หากถูกพบเห็นย่อมมิใช่วาสนา ที่เลวร้ายคือลิ้มเต็กเฮียะอาจต้องพลอยรับเคราะห์
...สามในเก้าวิญญาณบัดนี้ประมือกับสตรีสองนางที่ด้านนอก หากพวกเขาสามารถกำราบพวกนาง ตนกับลิ้มเต็กเฮียะย่อมต้องประสบภัยแน่นอน ทว่าหากสตรีทั้งสองเป็นฝ่ายมีชัย ยังมิแน่ว่าพวกตนจะรอดชีวิต...
เขาพลันสะกิดลิ้มเต็กเฮียะให้หันมา ถอดเสื้อกับหมวกของตนออกสวมใส่อำพรางให้นาง กล่าวว่า
"พอออกจากเขตหมู่บ้านไปทางใต้ มีลำธารสายยาวพาดแนวป่า ท่านก็เดินย้อนขึ้นไป ด้านต้นลำธารเป็นเขตฮวงจึง ท่านเมื่อพบพานเล้งจึงจู้ย่อมหมดห่วงกังวล ระหว่างทางยังต้องรักษาตัว อย่าได้เชื่อถือผู้ใด ยังต้องปกปิดชื่อแซ่"
...เขายามนี้ว่ากล่าวอย่างรวดเร็ว ลิ้มเต็กเฮียะก็รับฟังจนงุนงง มิทราบลู่ตั่วกอคิดทำอันใด ทว่าฟังคล้ายให้นางเดินทางโดยลำพัง ต้องสั่นศีรษะอย่างร้อนรุ่ม กล่าวว่า
"พวกเราหากหลบหนี ย่อมต้องออกไปโดยพร้อมเพรียงกัน ท่านรับปากส่งข้าพเจ้าถึงเล้งจึงจู้ อย่าได้ผิดสัญญา..."

ลู่เช่าจื้อจับมือนางอย่างห่วงใย เขาย่อมยึดถือลิ้มเต็กเฮียะเป็นเช่นม่วยม่วยผู้หนึ่ง เห็นนางดื้อดึงมิฟังคำต้องรีบกล่าวว่า
"...ท่านฟัง พวกเราหากเกาะติดกันเป็นหอยทากเช่นนี้ ท่านตายเราตายขึ้นสวรรค์พร้อมกัน ทว่ากลับมิอาจบอกกล่าวแก่ญาติมิตร กลายเป็นวิญญาณล่องลอย หามีผู้ใดเผากระดาษเซ่นอาหาร ทว่าหากพวกเราแบ่งหนทางออกเป็นสองสาย ยังมีโอกาสท่านตายเราอยู่ ท่านอยู่เราตาย ฤาหากโชคดียังเป็นอยู่รอดทั้งสอง ท่านจดจำที่เราว่ากล่าว เราสักครู่จึงกระโจนออกไปที่ด้านนอก พวกเขาย่อมต้องสนใจอย่างยิ่ง เราพอล่อพวกเขาไปอีกทาง ท่านก็วิ่งไปที่แนวป่านั้น ดั้นด้นไปให้ถึงเล้งจึงจู้ ท่านเมื่อครู่รับประทานสาลี่สุก ย่อมมีกำลังวังชายิ่งกว่าวานรใหญ่ พวกเราอย่างช้าพรุ่งนี้เย็นพบเจอกันที่ฮวงจึง..."

ลิ้มเต็กเฮียะพอได้ยิน ลู่ตั่วกอกลับคิดสละตนเองล่อผู้คนด้านนอก ย่อมมิยินยอมอย่างยิ่ง นางพอคิดฉุดรั้งเขา ลู่เช่าจื้อพลันผลักนางมาทางหนึ่ง ร้องเบาๆ ว่า
"...อย่าได้ดื้อดึงให้เราตั่วกอผิดหวัง"
พอสิ้นเสียงก็กระโดดปราดออกไป ลิ้มเต็กเฮียะยื่นมือหวังฉุดดึงเขา ทว่ากลับมิทันการณ์ ได้ยินลู่เช่าจื้อตะโกนใส่ผู้คนที่ด้านนอกว่า
"...ผู้ใดคิดทราบความลับของง้วยตอก่ากับเทียนมึ้งเก็ง ยังคงจับเราให้ได้เถิด..."