|
ลู่เช่าจื้อพอร้องออกไป ผู้คนทั้งสองฝ่ายล้วนหยุดมือทันควัน ศิษย์เก้าฮุ้นเก็งทั้งสามย่อมจดจำเขาได้ ยามพบเจอโดยมิคาดฝัน ยังคล้ายรู้สึกถึงฤทธิ์ยาปั่นป่วนนั้น... ผู้ที่ไว้หนวดพลันแค่นเสียงตวาดว่า
"เป็นลูกสุนัขเจ้า"
ซออัวสองนางก็จับจ้องมาที่ลู่เช่าจื้อ ย่อมมิทราบเขาเป็นผู้ใด ดูท่าทางยังมีความแค้นกับพวกเก้าฮุ้นเก็ง ทว่าเมื่อครู่ได้ยินเขาร้องตะโกน คล้ายทราบความลับอันใดของเทียนมึ้งเก็ง ดังนั้นรู้สึกสนใจยิ่ง นางหนึ่งพลันสะกิดเท้ามาที่ด้านหน้า ถามว่า
"ลูกเต่าเจ้าทราบเรื่องราวของเทียนมึ้งเก็งเรา? รีบบอกต่อมารดา ที่แท้มีชื่อเสียงเรียงนามเยี่ยงไร"
...นางที่อยู่ในสังกัดเล้งโกว ถ้อยคำเจรจายังเป็นเช่นเดียวกัน พวกนางเมื่อครู่เข้าไปในตัวเมือง แสร้งกระจายข่าวพบเห็นผู้ชราโดนคร่ากุม หมายให้ร่ำลือสับสนหลายทาง หลอกล่อผู้คนของฮวงจึงให้งุนงง มิคาด กลับพบคนผู้หนึ่งสะกดรอยที่ด้านหลัง หนึ่งในพวกนางจำต้องแยกออกไป ล่อคนผู้นั้นให้ติดตาม อีกสองนางวกกลับมายังอารามนี้ พลันเผชิญหน้าผู้คนของเก้าฮุ้นเก็ง ยังมีลูกเต่าผอมแห้งที่มิทราบสังกัดโผล่ออกมาอีกราย...
ลู่เช่าจื้อก้มหน้าชำเลืองซ้ายขวา ยังยกมือเกาศีรษะหลายที ตนบัดเดี๋ยวเป็นลูกสุนัขบัดเดี๋ยวเป็นลูกเต่า รู้สึกวันนี้ขาดทุนมากหลาย เห็นโกวเนี้ยที่เบื้องหน้ายืนเท้าสะเอวถาม นัยน์ตายังจ้องเขาขมึงทึง อดมิได้ต้องหน้าแดงขึ้น ตอบคำว่า
"ข้าพเจ้าแซ่ลู่ พวกท่านคิดทราบความลับมืดดำหลายประการ ยังคงรีบจับข้าพเจ้าไว้..."
...คนพอกล่าวขาดคำก็วิ่งปราดไปยังดงไม้ริมน้ำ ศิษย์เก้าฮุ้นเก็งทั้งสามเหลียวมองหน้ากัน พวกตนความจริงประมือติดพันกับสตรีจากเทียนมึ้งเก็ง ทว่าในหลายวันมานี้เกิดเรื่องราวมิคาดฝัน ซือแป๋ตกตายโดยมิทราบสาเหตุ มิทราบเป็นฝีมือฮวงจึงฤาเทียนมึ้งเก็ง ได้แต่แยกกันออกสืบความ คนแซ่ลู่นี้เคยช่วยเหลือเล้งอิกทำร้ายพวกเขา หากสามารถคร่ากุมมาทรมาน ย่อมสืบได้ความมากหลาย ดังนั้นตัดสินใจเลิกราทางนี้ชั่วคราว ทะยานตามลู่เช่าจื้อไปในทันที...
ซออัวสองนางพอเห็นพวกเก้าฮุ้นเก็งยอมวางมือโดยง่าย พลันเข้าใจว่าผู้แซ่ลู่ต้องมีความสำคัญยิ่ง ดังนั้นพุ่งปราดติดตามไป เห็นลู่เช่าจื้อวิ่งวกวนไปมา พอจวนตัวยังลดเลี้ยวไปทางบึงน้ำ สลัดรองเท้าออกทั้งสองข้าง กระโดดลงไปดังตูมใหญ่...
...ศิษย์เก้าฮุ้นเก็งพอเห็นดังนั้นต้องยืนตะลึงงัน พวกตนที่มีวิชาตัวเบามิใช่ชั่ว ทว่าวิชาทางน้ำกลับมิคล่องแคล่วนัก ยามเหลียวมองกันพลันเห็นสตรีจากเทียนมึ้งเก็งกลับกระโดดลงน้ำติดตามไป ย่อมมิอาจให้พวกนางได้ตัวคนผู้นี้ตัดหน้าพวกเขา ต้องรีบหย่อนตัวลงสู่บึงเขียวขจีทั้งสามคน...
บนเส้นทางเลียบชายป่าลงไปทางใต้ ลิ้มเต็กเฮียะวิ่งพลางปาดน้ำตาพลาง ที่เบื้องหน้ามีสิ่งใดล้วนมิอาจแลเห็นทั้งสิ้น...
ลู่ตัวกอที่ปกติสงบเรียบร้อย เมื่อครู่กลับเสี่ยงเผชิญหน้าผู้คนเหล่านั้น ย่อมหวังให้นางหนีรอดปลอดภัย ลิ้มเต็กเฮียะความจริงคิดกระโดดติดตามออกไป ทว่าลู่ตั่วกอที่ว่ากล่าว ตนอย่าได้ดื้อดึงให้ท่านผิดหวัง ดังนั้นได้แต่กล้ำกลืนวิ่งปราดมาอีกทาง
...นางที่วิ่งจนเต็มฝีเท้า มิได้พักหอบหายใจ หมวกที่ลู่เช่าจื้อสวมใส่ให้ยังปลิวหล่นไป รองเท้าก็เหยียบย่ำลงบนหินคม พื้นหนังเฉียบบางพลันขาดออก ต้องรู้สึกเจ็บแปลบที่นิ้วเท้า น่ากลัวโดนเศษหินบาดเป็นแผล ทว่าจะอย่างไรก็มิอาจหยุดยั้ง ในใจยังร่ำร้องปลุกปลอบตนเอง ลู่ตั่วกอเมื่อครู่สั่งไว้ พรุ่งนี้เย็นพบเจอกันที่ฮวงจึง ท่านที่เป็นบุรุษย่อมมิผิดคำพูด นางก็ต้องรักษาสัญญานี้เช่นกัน...
ลิ้มเต็กเฮียะที่วิ่งโดยมิคิดชีวิต ในห้วงสมองคล้ายมีเสียงอึงอลกึกก้อง มิอาจได้ยินฤาตระหนักสภาพรอบข้าง เพียงจดจำคำพูดลู่เช่าจื้อ ต้องเลียบเส้นทางนี้จนพบเจอลำธาร...
...นางพอยกมือป้ายน้ำตา ยังนึกถึงเล้งอิกกับเซียงกงจู้ ทั้งคู่ที่ผิดแผกแตกต่าง ทว่าล้วนมีน้ำใจต่อนาง ที่รอดพ้นเภทภัยคราก่อน ยังเป็นร่วมแรงร่วมใจกัน วันนี้ที่วิ่งหนีเพียงผู้เดียวกลางป่าเขา พาลคิดถึงพวกท่านอย่างยิ่ง...
คนพอคะนึงหา ยังคล้ายแลเห็นเล้งอิกขึ้นที่เบื้องหน้า ร่างกายพลันลอยวูบ ด้ายหลากสีที่ผูกผมเผ้าไว้ยังหลุดไป ลมพอโชยพัดมา เส้นผมอ่อนนุ่มราวมุ่นไหมของนางพลันปลิวขึ้นปิดบังดวงตา ทว่าภาพเล้งอิกกลับมิได้จางไป ยังได้ยินเสียงเรียกหาที่คุ้นเคยนัก
"...ลิ้มโกวเนี้ย..."
ลิ้มเต็กเฮียะเพิ่งรู้สึก ตนยามนี้กลับมิได้เหยียบย่างบนพื้น ที่รอบเอวมีท่อนแขนแข็งแรงข้างหนึ่งโอบประคองไว้...
...กลิ่นอายที่คุ้นเคย ดวงตาที่มักพบเห็นในความฝัน นี่มิใช่เล้งอิกยังจะเป็นผู้ใด...
นางยามนี้ยังมิเชื่อสายตาตนเอง สองแขนท้าวลงบนทรวงอกเล้งอิกโดยสัญชาติญาณ ผ่านไปครู่หนึ่งพลันยกมือขึ้น ลูบไล้แผ่วเบาบนใบหน้าเขา พึมพัมว่า
"เราใช่ฝันไปอีกครา..."
เห็นเล้งอิกใช้มืออีกข้างรวบสองมือนางไว้ ยังเรียกหาด้วยถ้อยคำเดิม ลิ้มเต็กเฮียะต้องสะบัดศีรษะอย่างมึนงง พอเงยหน้ามองยังเห็นภาพเล้งอิกแจ่มชัด นางยามนี้ตระหนักแท้ นี่ย่อมมิใช่ความฝันแล้ว คนพอรับรู้พลันสะดุ้งวาบ รีบดิ้นรนออกห่างอ้อมอกเขา กลับพบว่าตนอยู่บนหลังม้า ยังสูงกว่าพื้นเบื้องล่างอย่างยิ่ง ต้องรู้สึกหวาดเสียวจนตัวสั่นเทา...
เล้งอิกเห็นลิ้มเต็กเฮียะมีท่าทีตระหนกตกใจ แทบลืมตัวกอดกระชับร่างนาง ยามนี้พลันนึกขึ้นได้ ที่ด้านหลังยังมีเอี้ยป้อซัวกับงึ่นแชฮูหยินจับจ้องมองอยู่ พวกตนเมื่อครู่พอขับอาชามาถึงที่นี้ พบเห็นคนผู้หนึ่งวิ่งปราดสวนมา เรือนร่างแน่งน้อยอรชร ผมเผ้าดำขลับปลิวไสวในสายลม ที่ด้านหน้ายังผูกไว้ด้วยด้ายหลากสี ต้องรู้สึกคุ้นตาอย่างยิ่ง พอเขม้นมองพลันพบว่าเป็นลิ้มเต็กเฮียะ
...ตนไหนเลยคาดคิด กลับพบพานนางในสถานที่นี้ ในความคิดวูบหนึ่งยังเข้าใจว่าตนเองฝันไป พอก้มตัวคว้าร่างนางขึ้นแนบกาย ลิ้มเต็กเฮียะกลับลูบคลำใบหน้าเขา ดวงตาหงส์ที่เปล่งประกายยังคล้ายมีม่านหมอกบางเบา ต้องชมดูจนลมหายใจชะงักค้าง...
พวกเขาพอรู้สึกตัว ต่างฝ่ายต่างรู้สึกเก้อเขิน ลิ้มเต็กเฮียะที่แลเห็นแต่เล้งอิก กลับมิได้เหลียวดูผู้คนที่ติดตามเขา ยามนี้นึกถึงลู่เช่าจื้อที่ตกอยู่ในอันตราย ต้องรีบกล่าวว่า
"เล้งจึงจู้ ท่านรีบไปช่วยลู่ตั่วกอ"
เล้งอิกก็ตระหนกวูบ ที่แท้ลู่เช่าจื้อกลับอยู่ที่นี้ด้วย ต้องรีบถามว่า
"เขาอยู่ที่ใด"
ลิ้มเต็กเฮียะชี้มือไปที่ด้านหลัง กล่าวอย่างเร่งร้อนว่า
"ลู่ตั่วกอเผชิญหน้ากับพวกเก้าฮุ้นเก็ง ยังมีสตรีชุดดำอีกสองนาง เล้งจึงจู้ท่านรีบไปช่วยเขาเถิด"
...เล้งอิกย่อมมิไถ่ถามความสืบต่อ คนพอกระชับร่างลิ้มเต็กเฮียะก็ควบขับอาชาราวเหินบิน เอี้ยป้อซัวที่มิทราบเรื่องราวใดได้แต่ติดตามที่เบื้องหลัง ยังมิได้เหลือบแลงึ่นแชฮูหยินที่ด้านข้าง...
นางที่โดนสกัดจุดไว้ มิอาจเอ่ยปากกล่าววาจา เมื่อครู่พบพานธิดาโดยมิคาดฝัน ต้องเบิกตาอย่างตื่นตะลึง ทว่าลิ้มเต็กเฮียะกลับมิได้แลเห็นนาง ยังว่ากล่าวกับเล้งอิกอย่างสนิทสนม ท่าทีระหว่างบุคคลทั้งคู่ย่อมสะกิดใจนางผู้เป็นมารดา ดังนั้นชมดูด้วยความสับสนว้าวุ่น
...นางที่ส่งบุตรธิดากลับคืนเทียนมึ้งเก็ง ตนเองก็ตกเป็นเชลยในฮวงจึง ย่อมมิได้คาดคิด... ลิ้มเต็กเฮียะกลับออกมาเผชิญชะตากรรมที่ภายนอก ...กระทั่งยังแทบเอาชีวิตไม่รอดในวังวนความแค้นที่มิได้เกี่ยวข้อง...
เล้งอิกควบขับอาชาเพียงชั่วครู่ก็รุดถึงอารามร้าง คนประคองลิ้มเต็กเฮียะกระโจนลงไป ถามว่า
"พวกเขาอยู่ที่ใด"
ลิ้มเต็กเฮียะวิ่งรอบอารามอย่างว้าวุ่น นางเมื่อครู่พอเห็นผู้คนออกติดตามลู่เช่าจื้อ ตนก็เร่งฝีเท้าปราดมาอีกทาง มิทราบลู่ตั่วกอชักนำประดาพวกนั้นไปทางใด เล้งอิกพอเห็นอาการนางย่อมคาดเดาได้ เอี้ยป้อซัวยามนี้ก็ลงจากหลังม้า พอแลดูที่พื้นเห็นรอยเท้าสับสน ทราบว่าสถานที่นี้เมื่อครู่เกิดการประมือ เล้งอิกย่อมสังเกตเห็นเช่นเดียวกัน ยังสะกิดเท้าพุ่งปราดตามรอยไป เอี้ยป้อซัวก็ขยับกายหมายติดตาม เล้งอิกพลันหันมาบอกว่า
"ท่านเฝ้าทางด้านนี้ ยังคุ้มครองโกวเนี้ยไว้"
...ลิ้มเต็กเฮียะตอนแรกย่อมคิดไปกับเล้งอิก พอได้ยินก็ชะงักเท้าโดยพลัน นางที่เมื่อครู่มิได้สนใจผู้อื่น ยามนี้เพิ่งเห็นเอี้ยป้อซัวที่เบื้องหน้า ทว่าแวบแรกที่เหลือบมองกลับจดจำเขามิได้ ที่แท้กาลก่อนเอี้ยป้อซัวไว้หนวดเครา ท่าทีก็เคร่งครัดมากระเบียบ แลดูอาวุโสกว่าวัยมากหลาย คราที่บาดเจ็บแทบสิ้นชีวิต ภริยาเตี้ยงโหวที่เชื่อถือโชคลางขอร้องให้โกนหนวดเคราออกหมด เอี้ยป้อซัวที่มิอาจขัดใจซือเนี้ยจึงได้แต่ปฏิบัติตาม
ลิ้มเต็กเฮียะแลดูเอี้ยป้อซัวอย่างเพ่งพินิจ รู้สึกคล้ายคุ้นเคยกับคนผู้นี้ เห็นเขานัยน์ตาโตคิ้วเข้ม ผิวก็ตากแดดจนแดง น่ากลัวเป็นศิษย์ฮวงจึงที่นางเคยพบพานมา ดังนั้นก้มศีรษะทักทายว่า
"เซี่ยวเอี้ย..."
เอี้ยป้อซัวที่เป็นศิษย์เอกของเตี้ยงโหว เมื่ออายุเพียงยี่สิบก็เริ่มรับศิษย์ ผู้คนล้วนเรียกหาเขาเป็นเอี้ยซิงแซ กับคำเซี่ยวเอี้ยย่อมมิคุ้นหูนัก ต้องรีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าแซ่เอี้ย ท่านก็เรียกข้าพเจ้าเป็น..."
เขาพอว่ากล่าวกลับติดขัด เนื่องเพราะมิทราบ โกวเนี้ยนางนี้สมควรเรียกหาตนเยี่ยงไร เอี้ยป้อซัวที่เติบโตในฮวงจึง ยังมีบุคลิกคล้ายคลึงกับซือแป๋ ผู้คนภายในหมู่ตึกยกย่องเขาเป็นซิงแซ ทว่าโกวเนี้ยที่เบื้องหน้ามิใช่ศิษย์ฮวงจึง มิทราบนางควรเรียกหาเขาอย่างไร ยามนี้นึกถึงบุตรีของยี่ซือเจ็กที่เรียกตนเป็นเอี้ยตั่วกอ คนพลันหน้าแดงขึ้น ไหนเลยให้สหายของเล้งจึงจู้เรียกหาตนเช่นนั้น ยิ่งคิดยิ่งประดักประเดิดมากหลาย เห็นลิ้มเต็กเฮียะยังจับจ้องมองมาอย่างสงสัย คนพลันมิอาจว่ากล่าว ได้แต่ก้มศีรษะมองดูพื้นดิน...
ลิ้มเต็กเฮียะพอได้ยิน บุรุษหนุ่มตรงหน้ากล่าวว่าเขาแซ่เอี้ย ต้องนึกถึงเอี้ยซิงแซที่ใจร้ายผู้นั้น ยังจำได้เขาให้นางใช้ทวนเหล็กหนักแทบตาย มิทราบคนผู้นี้เกี่ยวข้องอันใดหรือไม่ ต้องรีบถามว่า
"ท่านที่แซ่เอี้ย ใช่รู้จักกับเอี้ยซิงแซที่ใจ..."
คนว่ากล่าวโดยมิได้ตระเตรียม พลันต้องรีบปิดปากตนเอง ยังเกือบเอ่ยคำเอี้ยซิงแซที่ใจร้ายออกไป เอี้ยป้อซัวยามนี้ก็แลดูนางอย่างสนเท่ห์ ได้ยินนางเอ่ยนามเอี้ยซิงแซอันใด มิทราบใช่หมายถึงตนหรือไม่ พอดีลิ้มเต็กเฮียะกล่าวต่อไปว่า
"...ข้าพเจ้ากาลก่อนเคยฝึกทวนในฮวงจึง ทว่าเกียจคร้านอย่างยิ่ง จึงมิได้เข้าเป็นศิษย์ ปกติมักฝึกกับเตี้ยงซิงแซ บางครายังเคยฝึกกับเอี้ยซิงแซ"
เอี้ยป้อซัวพอฟังก็แน่ใจ ที่นางเอ่ยถึงเอี้ยซิงแซเมื่อครู่ ย่อมหมายถึงตนมิผิด ดังนั้นรีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าก็คือเอี้ยป้อซัว เป็นศิษย์เตี้ยงซิงแซที่ท่านเอ่ยถึง มิทราบโกวเนี้ยมีชื่อแซ่ไร"
ลิ้มเต็กเฮียะพอฟังก็เบิกตาโต มือยังพนมขึ้นจรดริมฝีปาก นางไหนเลยคาดคิด บุรุษหนุ่มที่ท่าทางสุภาพใจดีที่เบื้องหน้า กลับเป็นเอี้ยซิงแซที่น่าหวั่นเกรงแทบตายนั้น ยามนี้ได้ยินเขาถามไถ่ชื่อแซ่ ต้องหวังเอี้ยป้อซัวผู้นี้ความจำมิใคร่ดี มิสามารถจดจำนางที่โอดครวญดังกว่าผู้ใด
...คนพอบอกชื่อแซ่ออกไป เอี้ยป้อซัวก็สะท้านขึ้น ดรุณีที่เรียกว่าลิ้มเต็กเฮียะ ย่อมเป็นบุตรีบ้านขายบุปผาที่บุกรุกฮวงจึงคราก่อน เขาพอตระหนกยังเหลียวหลังไปมองงึ่นแชฮูหยิน ลิ้มเต็กเฮียะยามนี้ก็เอียงศีรษะมองตามไป พอแลเห็นคนที่นั่งแข็งทื่อบนอาชา มือไม้พลันสั่นระริก น้ำตายังหลั่งไหลออกมา ร้องเรียกว่า
"...มารดา"
นางย่อมถาโถมเข้าไป ทว่างึ่นแชฮูหยินนั่งอยู่บนหลังอาชาสูงใหญ่ ลิ้มเต็กเฮียะไหนเลยสามารถไขว่คว้า ที่สัมผัสได้เป็นเพียงเท้าของท่าน งึ่นแชฮูหยินที่โดนสกัดจุดก็หลั่งน้ำตาออกมา นางที่ปกติมักเข้มงวดดุด่า ทว่าหัวอกมารดาผู้หนึ่ง พลัดพรากจากบุตรธิดาเนิ่นนาน ความคะนึงหาย่อมพอกพูนสุมทรวง...
ลิ้มเต็กเฮียะทราบอยู่ก่อน มารดาตกเป็นเชลยที่ฮวงจึง ทว่ามิอาจขบคิดเข้าใจ เล้งจึงจู้กับเอี้ยซิงแซไฉนนำพานางออกมา ฤาพวกท่านยินยอมปลดปล่อยคน ดังนั้นพาออกมาส่งที่ด้านนอก...
...เอี้ยป้อซัวก็สืบเท้าเข้ามา เหนี่ยวกายขึ้นบนอาชา คลายจุดเส้นแก่งึ่นแชฮูหยิน ยังช่วยประคองนางลงจากหลังม้า เห็นพวกนางแม่ลูกโผกอดกันแนบแน่น ต้องรู้สึกสงสารเวทนา...
เขายามนี้คิดตรวจค้นในอาราม พอย่างเท้าออกพลันได้ยินเสียงผิดปกติ ต้องรีบเรียกลิ้มเต็กเฮียะกับงึ่นแชฮูหยินมาที่ด้านข้าง
...ที่หลังอารามพลันมีเงาร่างสามสายพุ่งปราดมา เห็นอาภรณ์เปียกชุ่มโชก ในมือทั้งสามยังมีกระบี่ จากท่าร่างที่ลิ่วล่อง เอี้ยป้อซัวย่อมทราบทันที นี่จึงเป็นผู้คนของเก้าฮุ้นเก็ง เมื่อครู่ได้ยินลิ้มโกวเนี้ยบอกต่อจึงจู้ ตั่วกอผู้หนึ่งของนางเผชิญหน้ากับประดาพวกนี้ เล้งอิกก็เคยประมือกับพวกเขาเมื่อครั้งเดินทางสู่เทียนไล้กัง...
เอี้ยป้อซัวพลันกระชับทวนในมือ กระโดดปราดออกขวางผู้มาทั้งสาม ศิษย์เก้าฮุ้นเก็งพอเห็นคนผู้นี้มีทวน ย่อมคาดเดาสังกัดได้ทันควัน พวกตนเมื่อครู่ติดตามลู่เช่าจื้อไป ทว่าวิชาทางน้ำมิคล่องแคล่วเท่า สุดท้ายยังต้องปล่อยเหยื่อหลุดรอด สตรีสองนางจากเทียนมึ้งเก็งก็สูญหายไร้ร่องรอย พวกตนวันนี้ที่คิดจับปลาสองมือ กลับสูญเปล่ามิได้อันใดทั้งสิ้น พอย้อนกลับมาพลันพบเจอคนของฮวงจึง ต้องรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาอีกครา
ทั้งสามยามนี้จู่โจมโดยพรักพร้อม เห็นคมกระบี่ขาววาววับ พอกระโจนลงมาก็ล้อมเอี้ยป้อซัวไว้ กระบี่ในมือควงเป็นจักรผัน คนสืบเท้าไปทางซ้ายทีละน้อย ทั้งยังบีบวงไล่เข้ามา...
ลิ้มเต็กเฮียะเห็นเอี้ยซิงแซมีเพียงทวนเล็กบาง ต้องรีบปิดตาก้มหน้าลง ภาวนาให้เล้งจึงจู้ย้อนกลับมาที่นี้โดยไว งึ่นแชฮูหยินที่ด้านข้างพลันจับมือนางไว้ กระซิบว่า
"เด็กโง่อย่าได้กลัวไป ผู้แซ่เอี้ยนี้มิใช่ชนชั้นสามัญดอก"
...นางที่ตกเป็นเชลยของฮวงจึง ความจริงย่อมชิงชังพวกเขาอย่างยิ่ง ยามนี้เห็นธิดาหวาดหวั่นกังวล กลับลืมตัวว่ากล่าวเข้าข้างเอี้ยป้อซัว...
ในวงล้อมกระบี่ที่เปล่งประกายเจิดจ้า เอี้ยป้อซัวพลันก้มศีรษะลงนิดหนึ่ง ดวงตาก็สงบนิ่ง ทวนในมือวาดเฉียงขึ้นกลางอก คมทวนเบี่ยงชี้ไปทางซ้าย เห็นวงกระบี่โคจรรอบกายเขา คล้ายคลื่นพายุหนุนเนื่องสามทิศ เอี้ยป้อซัวที่ใช้ศาสตราวุธยาว ความจริงแต่แรกควรรุกไล่เปิดทางออก มิปล่อยให้สามกระบี่เข้าประชิด ทว่าเขาจนป่านนี้กลับมิได้ขยับกาย ยังคล้ายรีรอจังหวะอันใด...
มือกระบี่ทางซ้ายพอก้าวไปทางด้านหลัง เอี้ยป้อซัวพลันถีบเท้าพุ่งกายขึ้นจากพื้น คว้าจับด้ามทวนสองมือ กระบี่ของพวกเก้าฮุ้นเก็งก็เสือกแทงออกพร้อมกัน ได้ยินเสียงดังติง คมกระบี่เล่มหนึ่งสัมผัสกับคมทวน กระบี่อีกเล่มปะทะเข้ากับตัวด้ามที่เป็นไม้ไผ่ เอี้ยป้อซัวที่พุ่งออกก็ถลันเข้าไประหว่างกลางคนทั้งสอง ในจังหวะที่กระบี่ทางด้านหลังฟันลง ทวนในมือกลับงัดกระบี่สองเล่มทางด้านหน้าให้เบี่ยงปลายแหลมชิดกัน รองรับกระบี่ที่ฟาดฟันมา...
...เหตุการณ์ทั้งหมดย่อมเกิดขึ้นในชั่วพริบตา เอี้ยป้อซัวลงมือกระบวนเดียวก็หลุดรอดจากวงกระบี่โอบล้อม ที่แท้เมื่อครู่รอคอยให้กระบี่มาทางด้านหน้าสอง ด้านหลังหนึ่ง คนพอฝ่าวงล้อมมาได้ยังสืบเท้าถอยหลัง ใช้ความไวปานสายฟ้าตวัดด้ามทวนออก ฟาดลงบนแขนศิษย์เก้าฮุ้นเก็งที่อยู่ทางซ้ายมือ พอกระทบเกิดเป็นแรงเหวี่ยงยังบังคับคมทวนไปทางขวา ฟันใส่กระบี่อีกเล่ม ได้ยินเสียงดังเคร้ง กระบี่ของคนผู้นั้นยังแทบหลุดจากมือ
...เอี้ยป้อซัวที่ใช้ทวนไม้ไผ่เล็กบาง หนำซ้ำร่างกายมิสมบูรณ์เต็มที่ ทว่าคนจิตใจหนักแน่น สามารถอาศัยจังหวะที่คำนวณ หยิบยืมพลังจากวงกระบี่เข้าต่อต้านกันเอง เขาพอหลุดจากวงล้อมก็ปัดซ้ายป่ายขวา ทวนไม้ไผ่ในมือที่ยาวหกเชียะ กลับหาญป้องกระบี่เหล็กคมกล้าถึงสามเล่ม มิเพียงใช้สายตาคมกริบแม่นยำ ยังสามารถจับทางกระบี่ฝ่ายตรงข้าม พอพลิกจังหวะได้ก็เห็นชัดถึงความมีเปรียบ...
ลิ้มเต็กเฮียะที่ชมดูยังแทบโห่ร้องออกมา เอี้ยซิงแซที่ไร้หนวดเครามิเพียงน่ามองกว่าเดิม ยังเก่งกาจสามารถนัก เห็นเอี้ยป้อซัวบัดเดี๋ยวจู่โจมด้วยส่วนด้าม บัดเดี๋ยวจู่โจมด้วยส่วนคม คนพอสะบัดมือออก ทวนไม้ไผ่ก็กราดเป็นวง ได้ยินเสียงดังพลั่ก ศิษย์เก้าฮุ้นเก็งผู้หนึ่งล้มหงายลงบนพื้น ที่แท้โดนด้ามทวนกระแทกเข้ากลางอก เอี้ยป้อซัวยังตวัดปลายทวนกลับมา ตีใส่กระบี่ในมือเขาจนหลุดลอย คนพอจัดการได้หนึ่งก็ทะยานเข้ารุกไล่สืบต่อ ภายในเจ็ดกระบวนยังจู่โจมจนอีกผู้หนึ่งล้มลง ผู้ที่เหลือก็กำกระบี่หอบหายใจ มิกล้าวู่วามเข้าปะทะเช่นเมื่อครู่
...เอี้ยป้อซัวที่ลงมือประสบผลโดยรวดเร็วยังรู้สึกฉงน ตนย่อมมิคาด พวกเขาทั้งสามเพียงมีฝีมือทัดเทียมศิษย์รุ่นกลางของฮวงจึง กระบวนท่าที่ใช้ออกความจริงจัดว่าดี ทว่าลมปราณกลับมิสัมพันธ์กับท่าร่าง ยามเริ่มต้นจู่โจมคล้ายมีอานุภาพ ทว่าพอลงมือกลับมิส่งจังหวะหนุนเนื่อง มิเพียงไม่อาจพลิกแพลง ยังเปิดจุดอ่อนมากหลาย...
...เอี้ยป้อซัวย่อมมิทราบ ศิษย์เก้าฮุ้นเก็งรุ่นปัจจุบันได้รับการถ่ายทอดวิชาจากจูไต่ลุ้ย คนความจริงเป็นอัจฉริยะ ทว่ามิได้มีใจต่อมรรคากระบี่ อีกทั้งมิได้อยู่ในสำนัก นอกจากศิษย์ชายหญิงลำดับหนึ่งสอง โป่วคึ่งกับเอี้ยเลี่ยงฮวง ศิษย์ลำดับอื่นมิเคยปรับพื้นฐานเบื้องต้น ได้แต่เรียนกระบวนท่าตามคัมภีร์ ฝีมือจึงตกต่ำจนน่าใจหาย ยิ่งยามนี้พวกเขามีเพียงสาม อีกหกมิทราบไปทางใด ฤทธิ์เดชยังลดทอนไปกว่าครึ่ง...
ได้ยินเสียงคล้ายวิหคใหญ่ขยับปีก ลิ้มเต็กเฮียะต้องหันขวับแลมอง พลันเห็นก้อนกลมสีดำสองสายลอยวืดมา พอตกลงพื้นดังฟุบก็คลี่กางออก นางพอแลดูต้องสะดุ้งตัวลอย ก้อนสีดำนี้มิเพียงมีแขนขา หนำซ้ำยังมีศีรษะ งึ่นแชฮูหยินที่ด้านข้างยังร้องอุทานด้วยความตระหนก...
...ที่แท้เป็นซออัวสองนางนั้น...
ลิ้มเต็กเฮียะพอตะลึงงัน ได้ยินเอี้ยป้อซัวร้องเรียกจึงจู้ นางย่อมเหลียวมองตามเขา เห็นเล้งอิกเดินออกมาจากด้านหลังอาราม ตลอดร่างล้วนเปียกชุ่มโชก ยังปรายตามองสตรีทั้งสองที่พยายามยันกายขึ้น เมื่อครู่ย่อมเป็นเขาเหวี่ยงซัดพวกนางราวสิ่งของ
...เอี้ยป้อซัวสังเกตลักษณะการแต่งกายของพวกนาง ย่อมทราบนี่คือเหล่าซออัวที่สังกัดเล้งโกว เขาคราก่อนประมือกับเจ้าสังกัดพวกนาง ภายหลังเต็งลั่งยังช่วยอาวเอี้ยงกุนลงมือ มิเพียงสามารถคร่ากุม ยังทำลายพลังฝีมือหลายส่วน เล้งโกวที่ถูกซักถาม ย่อมมิยอมเผยความลับอันใด ซออัวที่ถูกจับเป็นเชลยกลับยอมบอกเล่าออกมา...
ลิ้มเต็กเฮียะพอเห็นเล้งอิกก็รีบกระโดดปราดขึ้น นางที่ห่วงใยลู่เช่าจื้อ ยามนี้บุคคลที่ประมือเมื่อครู่ล้วนอยู่ที่นี้หมดสิ้น ลู่ตั่วกอกลับมิปรากฏกาย มิทราบประสบเภทภัยหรือไม่
...เล้งอิกหันมาทางลิ้มเต็กเฮียะ ย่อมทราบนางคิดไถ่ถามอันใด เพียงกล่าวสั้นๆ ว่า
"ลู่ตั่วกอหนีรอดไปได้"
...ยามนี้หันมาทางเอี้ยป้อซัว เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟังคร่าวๆ ที่แท้เขาพอตามร่องรอยไป พบพานผู้คนในบึงน้ำ ที่เห็นก่อนยังเป็นศิษย์เก้าวิญญาณทั้งสาม ทว่าคนเคยประมือกันมา ย่อมทราบว่าพวกนี้ระดับห่างไกลจากเอี้ยป้อซัวนัก หากรุดมาทางอารามย่อมมิเป็นอันตรายใด ดังนั้นมิได้แสดงตนออกไป มุ่งติดตามสตรีสองนางจากเทียนมึ้งเก็งก่อน ทว่ามิได้พบเห็นลู่เช่าจื้อแม้แต่น้อย...
...เขาพอจับพวกนางได้ ยังสังเกตพิรุธจากถ้อยคำ สตรีทั้งสองพอได้ยินนามเล้งจงก้วง กลับกล่าวว่ามิเคยพบเห็นบัณฑิตเฒ่าโง่งมนั้น เล้งอิกย่อมทราบทันที พวกนางต้องพบเจอท่านมา หาไม่ย่อมมิเรียกคนเป็นบัณฑิตเฒ่า
เล้งอิกที่มีกังวลหลายทาง แรงโกรธาสุมจนแทบระเบิด พวกนางกลับเล่นลิ้นคารม มิยอมบอกเล่าเรื่องราว ดังนั้นฟาดฝ่ามือใส่จนบาดเจ็บ ยังนำพากลับมาที่นี้ ขว้างเหวี่ยงโดยไม่ปรานีปราศัย
...เขายามนี้สืบเท้าไปยังซออัวที่ยันกายลุกขึ้น ข่มเสียงถามว่า
"เราถามพวกท่านอีกคำเดียว เล้งจงก้วงอยู่ที่ใด"
ซออัวที่อยู่ทางซ้ายบ้วนโลหิตออกจากปาก ฝ่ามือเล้งอิกเมื่อครู่ตบฟาดจนภายในกระทบกระเทือน นางที่เจ็บปวดแทบมิอาจทนทาน ยังสะบัดหน้ากล่าวว่า
"ผู้ใดจึงกลัวคำขู่สุนัข.."
วาจายังมิทันล่วงพ้นหมดสิ้น ร่างพลันลอยวืดขึ้นจากพื้น ฟาดเหวี่ยงอย่างแรงกับต้นไม้ใหญ่ พอรูดกองลงยังผิดสารรูป กระดูกลำตัวน่ากลัวหักสลาย ลิ้มเต็กเฮียะที่เผลอไผลชมดู ต้องเบือนหน้าหนีโดยพลัน นางไหนเลยคาดคิด เล้งจึงจู้ที่ปกติใจดีอย่างยิ่ง ยามมีโทสะกลับตบฟาดผู้คนรุนแรงปานนั้น นางความจริงเคยเห็นเล้งอิกประมือกับจูเพ่งเอ็งและมัจฉา ทว่าในสถานการณ์คับขัน คนย่อมลงมือโดยรวบรัด ยามนี้กลับมิคล้ายกัน ต้องรู้สึกเล้งจึงจู้ทำเกินไปบ้าง...
เอี้ยป้อซัวย่อมทราบ เล้งอิกที่ผูกพันกับเล้งจงก้วงแต่เยาว์วัย เวลานี้กดดันที่สุด ดังนั้นสืบกายเข้ามา กล่าวกับซออัวอีกนางว่า
"ท่านยามนี้บอกความจริงมา ยังอาจรักษาชีวิต"
ซออัวนางนั้นย่อมหวาดกลัวแทบตาย ทว่าคนยังมิละความกลอกกลิ้ง เห็นศิษย์เก้าฮุ้นเก็งทั้งสามยังรั้งอยู่อีกทาง ต้องชี้ไปทางพวกเขา กล่าวว่า
"พวกท่านมัวแต่ถามไถ่พวกเรา ที่แท้จึงเป็นพวกเขาที่นำพาบัณฑิตเฒ่านั้นไป"
เล้งอิกหันขวับไปทางพวกเก้าฮุ้นเก็ง เห็นผู้ที่ไว้หนวดนั้นร่ำร้องว่า
"นางโสโครกกลับโยนเผือกร้อนใส่ผู้อื่น..."
...ได้ยินเสียงดังติง วาจาต้องชะงักโดยพลัน ที่แท้เล้งอิกชักกระบี่ออกแล้ว...
คนพอถือกระบี่คมกล้า ประกายในดวงตายังเจิดจ้ากว่า เอี้ยป้อซัวกับลิ้มเต็กเฮียะต้องสบตากันวูบหนึ่ง ในใจมิเพียงครุ่นคิดดุจเดียว ยังสัมผัสรังสีที่แผ่ซ่านจากกายเล้งอิกโดยพรักพร้อม
...รังสีฆ่าฟัน...
|