|
เล้งอิกพอชักกระบี่ออกก็สาวเท้าไปยังศิษย์เก้าฮุ้นเก็งทั้งสาม คนยังมิทันเอ่ยปาก เห็นพวกเขาขยับกายถอยหลัง ดวงตามีแววพรั่นพรึง
...คราวก่อนที่ตีสองหน้าจู่โจมเล้งอิกในอึ้งซัวตั่งชึง พวกตนมีแปดยังมิอาจสะกิดผิวกายเขาแม้แต่น้อย ยามนี้มีเพียงสาม อีกทั้งเห็นเล้งอิกผิดไปจากเดิม คล้ายกราดเกรี้ยวดุดันอย่างยิ่ง ย่อมรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา...
...ผู้ที่อยู่หน้าสุดต้องรีบร้องบอกว่า
"พวกเราไหนเลยเคยพบบัณฑิตเฒ่าที่นางมารนั้นว่ากล่าว ท่านก็อย่าได้..."
คนที่ชะงักถ้อยคำ ย่อมเป็นกายสั่นเทาใจหนาวเหน็บ กระบี่ในมือเล้งอิกพอจี้ปราดออกก็จ่อที่คอหอยเขา ยังกล่าวว่า
"เรามิทราบพวกท่านผู้ใดกล่าวเท็จ ทว่ากระบี่ในมือเราจึงทราบ...
ยามนี้หันมาทางซออัวที่ว่ากล่าวเมื่อครู่ ถามอีกคราว่า
"ท่านแน่ใจ เป็นพวกเก้าฮุ้นเก็งที่นำพาเล้งจงก้วงไป"
ซออัวนางนั้นพลันคิด หากนางโป้ปดสืบต่อ เล้งอิกไหนเลยสามารถแบ่งแยก เป็นผู้ใดจึงว่ากล่าวความจริง อย่างน้อยยังได้แก้แค้นพวกเก้าฮุ้นเก็งที่สอดมือเข้ามา นางพอตรึกตรองอย่างรวดเร็วก็กล่าวว่า
"พวกเราพบเห็นบัณฑิตเฒ่านั้นก่อน ทว่าพวกสุนัขเก้าฮุ้นเก็งกลับช่วงชิงเขาไป ท่านดู... พวกเขายามนี้รั้งอยู่เพียงสาม อีกหกย่อมนำพาผู้คนหลบหนี ท่านก็พิจารณาเองเถิด ผู้ใดมิเชื่อคำเราก็เป็นเช่นม้าลาตัวหนึ่ง..."
...นางยามเจรจายังแฝงคำด่าผู้คน ลิ้มเต็กเฮียะก็รับฟังจนขัดหู ยามนี้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ตอนที่ตนกับลู่ตั่วกอหลบอยู่หลังกองไม้ คล้ายได้ยินศิษย์เก้าฮุ้นเก็งว่ากล่าว ซาซือเฮียอันใดนั่นติดตามนางมารทั้งสามไป พวกเขาก็ได้รับคำสั่งให้มาตรวจค้นบริเวณ ดังนั้นสืบเสาะมาถึงอารามร้าง จากถ้อยคำแสดงว่าพวกนางต้องมากันสามคน ยามนี้กลับมีเพียงสอง...
ศิษย์เก้าฮุ้นเก็งพอได้ยินสตรีนั้นกล่าวเท็จ ต้องรู้สึกเดือดดาลยิ่ง นางโสโครกกลับให้ร้ายพวกตนมิหยุดหย่อน พวกเขาความจริงหากต้องประมือกับเล้งอิก ตกตายด้วยกระบี่ยังพอทำเนา ทว่าหากโดนสังหารในสิ่งที่มิได้กระทำ กลับต้องคับแค้นใจนัก
...พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเล้งอิกจับจ้องมองมา กระบี่ในมือยังมิได้ขยับแม้สักน้อย นัยน์ตายังมีแววถามไถ่เช่นเดิม ต้องสูดลมหายใจอย่างสุดข่มกลั้น กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นระริกว่า
"นอกจากพวกท่านในที่นี้ พวกเรามิได้พบเจอผู้ใดของฮวงจึง ท่านหากคิดสังหารเราด้วยความแค้นครั้งก่อนก็กระทำเถิด เพียงอย่าฟังคำสตรีปลิ้นปล้อน พวกเราเก้าพี่น้องที่แยกกันปฏิบัติการ เนื่องเพราะมีเรื่องต้องสืบสาว ย่อมมิได้นำพาคนของท่านไป"
...ดวงตาเล้งอิกมิได้เคลื่อนไปจากใบหน้าเขา กระบี่ในมือยังจี้ลงที่ตำแหน่งเดิม ศิษย์เก้าฮุ้นเก็งนั้นมาตรว่าสะท้านทั่วร่าง ยังสบตาเล้งอิกแน่วแน่...
ได้ยินเสียงดังวิ้ว กระบี่ในมือเล้งอิกตวัดผ่านใบหน้าเขา เมื่อครู่จ่อที่คอหอย บัดนี้กลับเป็นที่กลางหน้าผาก
...คนจี้กระบี่แน่นิ่ง ดวงตากลับหันมองซออัวที่นอนอยู่อีกทาง ถามอย่างรวดเร็วว่า
"พวกท่านไฉนสังหารเล้งจงก้วงอย่างโหดเหี้ยม"
ซออัวนางนั้นต้องสะดุ้งวาบ เบิกตางุนงงจ้องมองเล้งอิก กล่าวตะกุกตะกักว่า
"พวกเราไหนเลยทำอันตรายเขา เพียงสกัดจุด..."
...พอว่ากล่าวออกไปเพิ่งพบว่าผิดท่า ที่แท้เล้งอิกเมื่อครู่แสร้งสนใจพวกเก้าฮุ้นเก็ง อาศัยจังหวะที่นางกระหยิ่มยินดี ปั้นคำถามจู่โจมจับพิรุธ นางในยามมิคาดคิดพลันพลั้งปากออกไป...
เล้งอิกยามนี้ชักกระบี่กลับคืน สืบเท้ามายังซออัวนางนั้น จ่อกระบี่ลงบนตำแหน่งหัวใจนาง กล่าวว่า
"ท่านหากโป้ปดอีกคำเดียว วันนี้จึงมิอาจมีชีวิตสืบต่อ"
ซออัวนางนั้นพลันมีเหงื่อกาฬไหลซึม ในสายตาเพียงเห็นคมกระบี่สะท้อนประกาย คนก็หายใจอย่างหนักหน่วง ได้ยินเล้งอิกเอ่ยถามว่า
"เล้งจงก้วงบัดนี้อยู่ที่ใด"
...ซออัวนางนั้นพลันสั่นระริกทั่วร่าง รังสีดุดันในกายเล้งอิกคล้ายหัตถ์มัจจุราชที่ชำแรกเข้าในร่างกายนาง ยังใช้กรงเล็บแหลมคมเกี่ยวกระหวัดหัวใจ ถึงกับถ่ายทอดความหนาวสั่นวังเวงที่มิเคยสัมผัสมาก่อน...
ยามครุ่นคิดสับสน พลันรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่สะกิดผิวเนื้อ ที่แท้คมกระบี่เล้งอิกกดลงมาบนกายนางแล้ว...
เห็นเขาหรี่ตาลง แววตาทั้งเฉยเมยทั้งเหี้ยมเกรียม นางพลันทิ้งกายลงบนพื้น ร่ำร้องว่า
"ท่านอย่าได้ลงมือ เรายอมบอกเล่าทุกประการ จงก้วงที่ท่านติดตามหา ยามนี้ถูกผูกมัดอยู่บนขื่อในอาราม..."
...เล้งอิกมิทันรับฟังจบคำ หันกายพุ่งปราดเข้าไปในอารามโดยพลัน เอี้ยป้อซัวที่เฝ้าระวังผู้คนย่อมรั้งอยู่ภายนอก ลิ้มเต็กเฮียะกลับวิ่งติดตามเขาไปที่ด้านใน เห็นเล้งจึงจู้สะกิดกายคราเดียวก็ขึ้นถึงขื่อสูง คนเหลียวมองถ้วนทั่ว พลันถลันเข้าไปที่มุมด้านหนึ่ง ก้มกายหยิบสิ่งใดขึ้น ลิ้มเต็กเฮียะเพ่งสายตาเขม้นมอง เห็นเป็นเชือกยาวเส้นหนึ่ง...
เล้งอิกยามนี้ถลันกลับมาที่ภายนอก ปราดเข้าใส่ซออัวนางนั้น มือข้างหนึ่งคว้าจับไหล่นางยกขึ้น อีกมือยังถือเชือกที่ได้มาจากบนขื่อ ตะคอกถามว่า
"เขายามนี้อยู่ที่ใด"
ซออัวนางนั้นได้แต่สั่นหน้าไปมา นัยน์ตาก็มีแววงุนงง กล่าวว่า
"เราก็มิทราบ เมื่อครู่พวกเรามัดเขาไว้บนนั้นเป็นความสัตย์..."
เล้งอิกพอฟังก็เหวี่ยงนางลงกับพื้น ลิ้มเต็กเฮียะที่วิ่งตามออกมาจากอารามพลันรวบรวมความกล้าขึ้น กล่าวที่ด้านหลังว่า
"เล้งจึงจู้ ข้าพเจ้าได้ยินพวกเขาว่ากล่าว พวกนางความจริงมีสามคน"
เล้งอิกหันขวับมาที่นาง ความแข็งกร้าวในดวงตายังสลายลง ถามว่า
"เป็นผู้ใดว่ากล่าว"
ลิ้มเต็กเฮียะมิทันตอบคำ ศิษย์เก้าฮุ้นเก็งผู้หนึ่งรีบร้องบอกว่า
"นางย่อมหมายถึงพวกเรา สตรีจากเทียนมึ้งเก็งความจริงมากันสามคน ซาซือเฮียของพวกเราก็สะกดรอยตามไป มิทราบเกิดเรื่องราวใด พวกนางกลับย้อนมาที่นี้เพียงสอง..."
ในฉับพลันมีเสียงฝีเท้าอาชาระรัว ที่แท้เป็นผู้คนของฮวงจึงที่รับคำสั่งอาวเอี้ยงกุน ติดตามจึงจู้โดยรักษาระยะห่างช่วงหนึ่ง เล้งอิกพอเห็นพวกเขาก็มิได้ขุ่นเคือง ยังพยักหน้าเรียกเข้ามา กล่าวว่า
"นำบุรุษทั้งสามและสตรีสองนางนี้กลับไป ยังแจ้งต่อกุนเฮีย ให้เขานำโฮ้วเส่า (พยัคฆ์คำรน) ออกมาให้เราที่ด้านนอก เรายามออกเดินทางจึงทิ้งรหัสไว้ เขาก็สามารถตามรอยไป ทว่าผู้คนอื่นของฮวงจึง นับแต่นี้ห้ามติดตามโดยเด็ดขาด"
...เอี้ยป้อซัวพอฟังต้องตื่นตระหนกยิ่ง เล้งอิกที่เรียกหาโฮ้วเส่า ใช่คิดจู่โจมแตกหักกับเทียนมึ้งเก็งหรือไม่ เรื่องนี้ความจริงต้องเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่ง ทว่าหากเล้งอิกคิดเดินทางโดยลำพัง ตนย่อมรู้สึกห่วงอย่างยิ่ง
...พอคิดออกปากหยุดยั้งเขา เล้งอิกพลันหันขวับมา กล่าวว่า
"ท่านก็คุ้มครองลิ้มโกวเนี้ยกับมารดานางกลับไปที่ฮวงจึง..."
เอี้ยป้อซัวใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว พลันกล่าวว่า
"ลิ้มโกวเนี้ยกับฮูหยินท่านนี้สามารถติดตามเหล่าศิษย์กลับไป พวกเขาล้วนเป็นศิษย์ชั้นสูงของกุนเฮีย ระดับฝีมือล้วนเชื่อถือได้ ข้าพเจ้ายามนี้ยังคงติดตามท่านไป ขอจึงจู้ได้โปรดอนุญาต"
เล้งอิกพอฟังก็สงบใจไตร่ตรอง เขาที่นำพางึ่นแชฮูหยินออกมา ความจริงคิดไว้แต่แรก หากมิพบเจอเล้งจงก้วงระหว่างทาง ยังบีบบังคับนางให้บอกสถานที่ตั้งของเทียนมึ้งเก็ง หากมิประสบผลยังคิดใช้นางล่อผู้คนฝ่ายโน้นให้ปรากฏกาย ฟังว่างึ่นแชฮูหยินผู้นี้เป็นภรรยาของยี่เก็งจู้ที่เขาเคยพบพานบนง้วยจี่ไง้ ศักดิ์ศรีย่อมมิใช่ชั่ว เทียนมึ้งเก็งย่อมมิปล่อยให้นางรับความอัปยศ
...พอคิดถึงตอนนี้ต้องเหลือบมองลิ้มเต็กเฮียะคราหนึ่ง ได้พบพานนางโดยมิคาดฝัน เขาที่ใจอ่อนพลันเปลี่ยนแผนการ ย่อมห่วงใยความรู้สึกของลิ้มเต็กเฮียะ ดังนั้นคิดสืบเสาะที่ตั้งเทียนมึ้งเก็งด้วยตนเอง ที่ให้อาวเอี้ยงกุนนำโฮ้วเส่าติดตามมา ย่อมตัดสินใจแน่วแน่ ตนที่เป็นจึงจู้รุ่นปัจจุบัน รับผิดชอบชีวิตผู้คนมากหลาย ไหนเลยปล่อยให้มีการตกตายสืบต่อ เก็งจู้ผู้นั้นรุกรานฮวงจึงด้วยความแค้นหนหลัง เขายามนี้ก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า เพียงนึกเสียดายตนคราวก่อนคิดเห็นแก่เต็งลั่ง ยังมีห่วงที่เม่งไอ่ซี ยามนี้ยังอาจสูญเสียเล้งจงก้วง ย่อมมิยินยอมปล่อยคาราคาซังอีกต่อไป...
ลิ้มเต็กเฮียะที่จับจ้องเล้งอิกทุกอิริยาบถ พอเห็นเล้งจึงจู้นิ่งงันอยู่นาน ต้องรีบกล่าวขึ้นว่า
"เล้งจึงจู้ยังคงให้ข้าพเจ้าติดตามไปด้วย"
เล้งอิกหันมาทางนาง สั่นศีรษะปฏิเสธโดยพลัน ลิ้มเต็กเฮียะกลับถามว่า
"ท่านที่คิดเดินทางโดยลำพัง ย่อมเป็นต้องการเสาะหาเทียนมึ้งเก็งฤามิใช่"
...นางกลับสามารถเดาความคิดเขาออก ดังนั้นเสี่ยงว่ากล่าวออกมา เห็นเล้งอิกแลดูนางด้วยสายตาฉงน ต้องรีบเอ่ยสืบไปว่า
"ข้าพเจ้าเคยเข้าสู่สถานที่นั้น หากพบร่องรอยที่คุ้นเคย ย่อมจดจำได้ทันที..."
ลิ้มเต็กเฮียะยามเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง คนอยู่ในช่วงตระหนกขวัญหนี ยามถูกส่งออกมาก็คล้ายล่องลอยอยู่ในความฝัน ความจริงมิได้มั่นใจแม้แต่น้อย ตนสามารถจดจำสถานที่ตั้งได้หรือไม่ ทว่าเล้งอิกหากคิดบุกเข้าเทียนมึ้งเก็ง นางมิเพียงประหวั่นแทนเขา ยังเป็นห่วงโหงวกอกอกับเซี่ยวมั่งซาเจ้เจ๊
เอี้ยป้อซัวที่นิ่งรอฟังชิงกล่าวขึ้นว่า
"จึงจู้ ท่านก็ให้ข้าพเจ้ากับลิ้มโกวเนี้ยติดตามไปเถิด นางทราบเบาะแสเทียนมึ้งเก็ง ข้าพเจ้าก็สามารถเป็นหูตาอีกทาง"
...เขาที่ว่ากล่าวเช่นนั้น ความจริงในใจนึกขึ้น ลิ้มเต็กเฮียะเป็นผู้คนฝ่ายศัตรู ยังเป็นธิดาของฮูหยินผู้นั้น ย่อมมีความสำคัญในเทียนมึ้งเก็ง หากมีความจำเป็น อาจสามารถใช้นางต่อรองแลกเปลี่ยน พวกตนที่นำพางึ่นแชฮูหยินออกมาภายนอก ย่อมคิดใช้ประโยชน์จากนางเช่นกัน ทว่างึ่นแชฮูหยินมักกล่าววาจาประชดประชัน ตนกลับต้องคอยระวังสองทาง ลิ้มโกวเนี้ยผู้นี้ยังเจรจาง่ายกว่า อีกทั้งจึงจู้ยังคล้ายสงบลงเมื่อพบเห็นนาง...
...ลิ้มเต็กเฮียะเป็นเพียงโกวเนี้ยน้อย เอี้ยป้อซัวพอครุ่นคิด ตนหวังใช้นางเป็นเครื่องมือบางประการ ต้องรู้สึกละอายใจยิ่ง ทว่าเมื่อเทียบกับความปลอดภัยของเล้งจงก้วง ยังมีการดำรงอยู่ของฮวงจึง ยามนี้กลับมิมีทางเลือกอื่น
...เขาพอตัดสินใจลง ยังหมายคุ้มครองป้องกันนาง ผ่อนความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นในใจ...
เรือจ้างเพิ่งคัดท้ายออกจากท่า คนแจวเรือพลันกลัดกลุ้มกังวล ตนเมื่อครู่มิควรรับงานนี้...
ผู้โดยสารมีเพียงสองคน หนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัย ดรุณีที่จ่ายค่าจ้างแก่เขาเมื่อครู่ กล่าวว่าคิดพาบิดาเดินทางสู่ฮึงง้วงที่อยู่อีกฟากหนึ่ง
...นางที่บอกว่าเป็นธิดาผู้เฒ่านั้น ท่าทีกลับมิคลับคล้าย มิเพียงไม่นุ่มนวลต่อท่าน ยามว่ากล่าวยังกระแทกกระทั้น ตอนลงเรือยังแทบจับท่านโยนลงมา หากบอกว่าเป็นสะใภ้ยังน่าเชื่อถืออยู่บ้าง...
คนพอแจวไป ยังลอบแลมองท่านผู้เฒ่านั้น เห็นหอบหายใจถี่ๆ จิบดื่มน้ำเพียงเล็กน้อย มิได้รับอาหารที่ 'ธิดา' หยิบยื่นให้ ดูจากลักษณะการแต่งกายของทั้งสอง ผู้เฒ่าสวมอาภรณ์แพรตัดเย็บประนีต มาตรว่ามิได้มีลวดลาย ยังมองออกว่าเป็นของมีราคา สตรีนั้นกลับสวมใส่อาภรณ์ดำรัดกุม บนศีรษะโพกผ้าไว้ ใบหน้าก็เฉยเมย ที่ข้างกายยังมีห่อผ้าเล็กยาว นางตอนแรกบอกว่าเป็นไม้เท้าของบิดา เขาเวลานั้นมิได้ใส่ใจอันใด เพียงคิดได้เงินขาวหลายแท่ง ยามนี้กลับรู้สึกมิใคร่สบายใจ เพิ่งครุ่นคิดใคร่ครวญ อาจบางทีของในห่อผ้ายังเป็นอาวุธมีคม พลันนึกถึงงิ้วที่เพิ่งมาแสดงในตลาด ตัวร้ายที่เป็นนางโจรโฉดชั่ว แฝงกายเข้ามาเป็นสะใภ้ตั่วเอี้ยร่ำรวย คิดลักพาผู้เฒ่าเรียกเงินทอง ภายหลังยังสังหารท่าน...
...คนแจวเรือย่อมมิทราบ ที่เขาคาดเดาเหลวไหลยังมีส่วนถูกต้องอยู่บ้าง
...ที่แท้ทั้งสองคือเล้งจงก้วงกับซออัวที่เหลืออยู่อีกนาง...
เหล่าซออัวที่พบร่องรอยซาซือเฮียของเก้าฮุ้นเก็ง ผู้ที่ถือกระบี่พลันแยกออกไป ล่อหลอกเขาให้ตามรอยผิดทาง อีกสองนางย้อนกลับไปยังอาราม พลันเผชิญหน้าปะทะกับศิษย์เก้าฮุ้นเก็งทั้งสาม ลู่เช่าจื้อพอโผล่ออกมา ยังพากันติดตามจับเขา ซออัวนางนี้พอย้อนไปที่นั้น กลับมิพบพานผู้ใด ยังเห็นรอยเท้าผู้คนบนพื้น ยามกะทันหันร้อนรน กริ่งเกรงผู้คนของฮวงจึงพบเบาะแส ได้แต่รีบนำพาเล้งจงก้วงออกมา มิได้รั้งรอพวกพ้องอีกสอง...
...นางกับเล้งจงก้วงที่จากมาในเวลานั้น ย่อมมิได้ทราบ เพียงชั่วครู่ให้หลัง เล้งอิกพลันปรากฏกาย พวกพ้องของนางก็ถูกเขาทำร้ายบาดเจ็บ ยังตกเป็นเชลยของฮวงจึง...
เล้งจงก้วงเหลียวมองคนแจวเรือ เห็นเขาตากแดดร้อน ต้องยื่นส่งหมวกของท่านให้ กล่าวว่า
"ท่านรับไว้ใส่เถิด"
คนแจวเรือเห็นท่านผู้เฒ่ามีน้ำใจ ทว่าดรุณีที่หันมากลับคล้ายชิงชังผู้คนทั้งโลก ตนได้แต่ขอบคุณผู้เฒ่า มิกล้ารับหมวกจากมือ เห็นท่านถอนใจคราหนึ่ง ต้องรีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากรำแดดกรำฝนจนชาชิน เล่าเอี้ยอย่าได้ห่วงใย"
เล้งจงก้วงก็ฝืนยิ้มให้เขา กล่าวว่า
"เรากาลก่อนก็กรำแดดฝนมาเช่นกัน"
ซออัวนางนั้นสะบัดหน้าอย่างรำคาญ กระแทกเสียงกล่าวว่า
"เราวันนี้ต้องการความสงบ อย่าได้เจรจามากความ"
เล้งจงก้วงกับคนแจวเรือย่อมหยุดคำโดยพลัน คนแจวเรือยังเร่งมือกว่าเดิม คิดใคร่ติดปีกบินไปถึงที่หมายในชั่วพริบตา ในใจยังครุ่นคิด วันข้างหน้าหากเสาะหาภรรยาแก่บุตรชาย ต้องระวังอย่าได้เลือกสตรีปากคอเราะร้ายอารมณ์เสียเป็นนิจ หาไม่ต้องช้ำใจทุกคืนวัน...
เส้นทางเลียบชายป่ายิ่งมายิ่งชันขึ้น ที่แท้เริ่มเข้าเขตขุนเขา...
...เล้งอิกชักอาชานำทาง เอี้ยป้อซัวติดตามโดยกระชั้นชิดที่ด้านหลัง ยังถือสายบังเหียนบังคับอาชาแก่ลิ้มเต็กเฮียะ เล้งอิกที่มุ่งหน้ามาทางนี้ ย่อมคิดเดินทางสู่เขตไซ่ซัว เนื่องเพราะคราก่อนที่พบพานเต็งลั่ง เขาเคยบอกเล่าเป็นนัย จากเทียนมึ้งเก็งสู่ม่งเอี้ยงจี่คุ้ยใช้เวลาอย่างช้าสองวัน อย่างเร็วยังสามารถถึงกันในชั่วข้ามคืน ตนจึงคิดไปตั้งหลักหาเบาะแสในสถานที่นั้น
เอี้ยป้อซัวระหว่างทางทิ้งรหัสแก่อาวเอี้ยงกุน เขาที่ชักม้าติดตามเล้งอิกอย่างเร่งร้อน ยังคอยสังเกตท่าทีของลิ้มเต็กเฮียะเป็นระยะ นางที่หวาดกลัวอาชาอย่างยิ่ง มือน้อยๆ จับรั้งบังเหียนแนบแน่น ทว่ามิได้บ่นอุทธรณ์แม้แต่คำเดียว เขาพอแลดูต้องนึกชมเชยนางในใจ เห็นนางยามนี้ผมเผ้าปลิวไสว ดวงหน้าผุดผาดเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยแสงแดด นัยน์ตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย เห็นขนตางอนช้อยราวปีกผีเสื้อ เกิดเป็นความงามดังนารีในภาพวาด พลันอดมิได้ต้องหันชมดูถี่ขึ้น
...เขาที่ปกติอยู่แต่ในฮวงจึง มีภาระหน้าที่มากหลาย ยี่ซือเจ็กซาซือเจ็กล้วนอยู่ภายนอก อาวเอี้ยงกุนก็มักมีเรื่องให้เดินทาง เตี้ยงโหวผู้เป็นซือแป๋ย่อมมิอาจแบกเรื่องราวภายในสำนักแต่ผู้เดียว เอี้ยป้อซัวจึงต้องคอยควบคุมผู้คน ยังต้องรักษาระเบียบให้เคร่งครัด ดังนั้นบ่าวไพร่และเหล่าศิษย์จึงเกรงกลัวเขาอย่างยิ่ง ยามเห็นเอี้ยป้อซัวเดินผ่าน ในใจยังหวาดหวั่นกว่าพบเตี้ยงซิงแซทั้งสาม บางครายังขนลุกยิ่งกว่าพบเห็นจึงจู้...
...คนที่มีภาระเกินวัย ดังนั้นมิใคร่ล้อเลียนเล่นหัว ยังแทบมิได้ใกล้ชิดสตรี หากยี่ซือเจ็กที่รักความสำราญมิชักนำเขาออกไป เอี้ยป้อซัวยังมิกล้าเสาะหาด้วยตนเอง...
ลิ้มเต็กเฮียะที่สวดภาวนาในใจมิได้หยุด ย่อมคิดข่มความกลัวที่ต้องโดยสารอาชา ยามนี้พลันรู้สึก มีสายตาจับจ้องแลมอง นางพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นดวงตาของเอี้ยป้อซัว ต้องแย้มยิ้มให้แก่เขาคราหนึ่ง เอี้ยป้อซัวที่ลอบมองคนพลันหน้าแดงวูบ รีบสงบใจควบขับอาชาสืบต่อ มิกล้าหันไปทางนางอีกแม้แต่น้อย...
เล้งอิกที่รุ่มร้อนกว่าผู้ใด ในใจยังคล้ายติดปีกโบยบินไปก่อน จวบจนต้นยามซิงยังไม่ยอมหยุดพัก อาชาทั้งสามมาตรว่าเป็นพันธ์ดีพิเศษ ยามนี้ยังหลั่งเหงื่อชุ่มโชก เอี้ยป้อซัวพลันเร่งม้าขึ้นไป ส่งสัญญาณแก่เล้งอิกเป็นทำนองให้หยุดยั้ง เล้งอิกพอเห็นก็บังคับอาชาคู่ใจให้ค่อยเหยาะย่าง ยามก้มลงสังเกตยังเห็นลมหายใจมิใคร่สม่ำเสมอ เห็นบริเวณนี้มีลำธารสายน้อย ดังนั้นตัดสินใจหยุดพักชั่วคราว
...เอี้ยป้อซัวช่วยลิ้มเต็กเฮียะลงจากหลังม้า เขาเมื่อตอนอยู่ที่หน้าอาราม ส่งนางขึ้นนั่งกลับมิได้รู้สึกอันใด ยามนี้จับมือนางลงพลันใจเต้นระทึก ได้ยินลิ้มเต็กเฮียะกล่าวด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า
"ขอบคุณเอี้ยซิงแซ..."
...นางที่เดินทางกับลู่เช่าจื้อตั้งแต่เช้าตรู่ พอได้หยุดพักที่อารามร้างพลันเกิดเรื่องขึ้น ตลอดสองชั่วยามยังต้องนั่งอาชาจนตัวแข็งเกร็ง ความจริงเหนื่อยอ่อนแทบล้มลงนอน ทว่าเห็นเล้งจึงจู้ร้อนใจเร่งเดินทาง นางที่ขอเขาติดตามมา ย่อมต้องแสร้งเป็นเข้มแข็งคึกคัก พอเดินมาที่ร่มเงาไม้ใหญ่ข้างลำธาร เพียงวักน้ำมาประพรมเล็กน้อย ทำทีเป็นกระปรี้กระเปร่า ยังเดินขยับเส้นสายไปมา...
เล้งอิกที่คุ้นเคยกับลิ้มเต็กเฮียะ เขามาตรว่ามีเรื่องกังวลยังอดขันนางมิได้ ตนย่อมทราบว่านางเหน็ดเหนื่อย ทว่ามิกล้าแสดงท่าทีออกมา ดังนั้นเดินไปที่นาง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าต้องพักสักครู่ใหญ่ อาชาก็ต้องพักดื่มน้ำ ท่านก็นั่งลงรอก่อนเถิด"
ลิ้มเต็กเฮียะในใจกระหยิ่มยินดี สีหน้ายังคงปกปิดมิดชิด แสร้งกล่าวว่า
"ที่แท้ขับขี่อาชาเป็นเรื่องน่ารื่นรมย์เช่นนี้ ข้าพเจ้าภายหลังต้องหาซื้อไว้สักตัวหนึ่ง..."
ยามนี้หันมองที่ด้านหลังเล้งอิก กลับมิได้เห็นเอี้ยป้อซัว ต้องรีบถามขึ้นว่า
"เอี้ยซิงแซไปที่ใดแล้ว"
เล้งอิกเมื่อครู่เห็นเอี้ยป้อซัวเดินไปทางด้านหลังที่มีต้นไม้ทึบ น่ากลัวคิดไป 'ล้างมือ' คราหนึ่ง ทว่าลิ้มเต็กเฮียะเป็นดรุณีน้อย ไหนเลยบอกเล่าออกไป ได้แต่ชี้ไปอีกทาง กล่าวว่า
"ที่โน้นมีต้นไฮ้ทั้ง มิทราบผลสุกแล้วหรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะกลับมิได้สนใจผลหมากรากไม้ เอี้ยซิงแซเมื่อตอนอยู่ที่อาราม ช่วยขอร้องเล้งจึงจู้ให้นำพานางมา เมื่อครู่ยังช่วยนางจับสายบังเหียน อีกทั้งคอยระวังมิให้ร่วงจากหลังม้า นางที่เคยเรียกหาท่านเป็นคนใจร้าย ต้องรู้สึกสำนึกผิด ยามนี้มีโอกาสร่วมเดินทาง ยังคิดปรนนิบัติเอาใจให้มาก หวังผู้คนของฮวงจึงภายหน้ามิได้เกลียดชังตน ย่อมสามารถช่วยเหลือมารดาออกมาโดยง่าย
...พอชะแง้แลมองพลันเห็นเอี้ยป้อซัวเดินออกมาจากหลังต้นไม้ ลิ้มเต็กเฮียะรีบปราดเข้าไป ถามว่า
"เอี้ยซิงแซ ท่านไปที่ใดมา"
...เอี้ยป้อซัวพอได้ยินคำถามก็หน้าแดง ตนที่เพิ่งไปทำธุระส่วนตัว ไหนเลยสามารถบอกกล่าวดรุณีน้อย ลิ้มเต็กเฮียะพอถามซ้ำอีกครั้ง พลันสังเกตสีหน้าท่าน ยามนั้นพอดีฉุกใจคิดได้ ต้องรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว นางที่คิดเอาอกเอาใจคน กลับถามไถ่ในเวลามิสมควร ยังนึกหวั่นเกรงเอี้ยซิงแซพลันรำคาญ ต้องรีบสงบคำโดยเร็ว
พอเดินมานั่งที่ใต้ร่มไม้ ลิ้มเต็กเฮียะค้นดูในถุงย่าม เสบียงของนางมีเพียงข้าวสุกตากแห้งคลุกเกลือใส่งา ยังอุตส่าห์หยิบยื่นให้เล้งอิกกับเอี้ยป้อซัว...
ทั้งคู่ที่ความจริงมีอาหารแห้งในถุงย่าม ย่อมเป็นบ่าวไพร่ที่ฮวงจึงจัดหาให้ ทว่าเห็นดรุณีน้อยหยิบยื่นด้วยน้ำใจ กลับมิกล้าปฏิเสธนาง คนพอรับประทานลงไปยังรู้สึก ข้าวสุกตากแห้งนี้เอร็ดอร่อยนัก...
...ลิ้มเต็กเฮียะย่อมยังจดจำเรื่องราวในคืนที่ดื่มชังง้วย ดังนั้นคิดรักษาระยะห่างกับเล้งอิก ป้องกันตนเองมิให้เกิดเหตุไม่สมควรอีกครา นางที่ไร้เดียงสาบริสุทธิ์ ยามนิทราฝันเห็นเล้งจึงจู้ ย่อมทราบว่านี่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ลู่ตั่วกอระหว่างเดินทางก็เคยว่ากล่าว เรื่องอันใดที่ทราบว่ามิควรกระทำ ย่อมต้องหลีกเลี่ยงมิสานต่อ มนุษย์ผู้หนึ่งหากคิดมีความสุขที่แท้ มิเพียงท่องคำคุณธรรม ยังต้องรู้จักระงับอารมณ์ฝึกฝนใจตนเอง...
...ลิ้มเต็กเฮียะที่อ่อนนอกแข็งใน ยามคิดตัดใจยังกระทำโดยรวบรัด พอเจรจากับเล้งอิก เพียงตอบคำถามเขาตามมารยาท มิได้ต่อความให้ยาวไป ในใจเพียงมีถ้อยคำเวียนวน เล้งจึงจู้เป็นผู้ยื่นมือช่วยตนให้รอดชีวิต พระคุณเปรียบดังผู้ให้กำเนิด ตนจึงอย่าได้คิดเป็นอื่น...
นางที่จงใจว่ากล่าวกับเอี้ยป้อซัวมากเป็นพิเศษ ย่อมมิได้สังเกตเห็น เล้งอิกยามนี้พลันหม่นหมองลง ต้นไฮ้ทั้งที่มีใบสะพรั่งเขียวขจี ยังคล้ายมีสีซีดจางในสายตาเขา...
...นางที่มิคิดสานต่อ เล้งอิกก็มิได้คิดสานต่อ ทว่าหัวใจคนผู้หนึ่งหากหลงไปผิดทาง ใช่สามารถย้อนกลับได้รวดเร็วปานนั้น...
|