|
ผิวน้ำสีครามสงบนิ่ง ขุนเขายามมองจากที่ไกล ดูคล้ายแท่งมรกตเขียวขจีทอดขนานกับท้องฟ้า...
เต็งลั่งยืนอยู่บนหน้าผา จากบริเวณนี้มองลงไป ยังเห็นหินศิลาใหญ่ที่ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งใช้ทดสอบวิชาตัวเบา
ริมหาดน้ำลดจนตื้นเขิน โขดหินใหญ่น้อยผุดขึ้นประปราย หน้าผาด้านนี้เป็นแนวลาดชัน ตลอดเนินจนถึงพื้นน้ำมีไม้พุ่มดารดาษ บนพื้นดินที่เต็งลั่งเหยียบย่ำลงยังเต็มไปด้วยไม้หนามใบเรียวยาว เขายามนี้ก้มกายลง ชี้ให้เก็งจู้ที่อยู่ข้างกายแลดู กล่าวว่า
"พรรณไม้ประเภทนี้พลันมาเกิดขึ้น แสดงว่าพื้นเป็นดินร่วนปนทราย ทว่าที่ด้านล่างถัดไปล้วนเป็นไม้ใหญ่ใบหนา ย่อมเป็นดินแข็งปนหิน"
เก็งจู้ไหนเลยสนใจเรื่องเช่นนี้ ได้แต่พยักหน้าคราหนึ่ง เต็งลั่งก็หันไปกวักมือเรียกซังแชเกี่ยมแขะที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง ถามขึ้นว่า
"พวกท่านเคยฝึกเจ็ดฝ่ามือพื้นฐาน?"
ซังแชเกี่ยมแขะผงกศีรษะโดยพร้อมเพรียง ผู้คนในเทียนมึ้งเก็งที่ได้รับอนุญาตให้ฝึกวิชา ย่อมต้องเคยฝึกเจ็ดฝ่ามือพื้นฐานมาทั้งสิ้น จากนั้นจึงแยกร่ำเรียนตามความถนัด พวกเขาก่อนอายุสิบห้ายังสามารถใช้ทั้งเจ็ดฝ่ามือโดยแคล่วคล่อง
เห็นเต็งลั่งสาวเท้ามาที่เบื้องหน้า ร่ายฝ่ามือขึ้นอย่างแช่มช้า หนึ่งป้องระดับทรวงอก หนึ่งปาดออกระดับสายตา ท่าย่างเท้าปักหลักมั่นคง ในฝ่ามือยังมีพลังหลายส่วน ทว่ามิได้แผ่พุ่งออก เพียงหลั่งไหลคุ้มครองจุดชีพจร ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องย่อมทราบ นี่เป็นกระบวนท่าแรกในเทียนกับจ๋อเซี้ยง (คางคกสวรรค์เข้าฌาณ)
...เต็งลั่งแลสบตาพวกเขา กล่าวว่า
"หากเพียงใช้วิชาในเจ็ดฝ่ามือพื้นฐาน เราพอเริ่มต้นก็ใช้กระบวนนี้จู่โจมออก ท่านคิดใช้กระบวนใดรับมือ"
จี่แชซิงแซจับคางครุ่นคิด พลันกล่าวว่า
"สถานที่นี้เป็นหน้าผา ท่านพอลงมือก็ปักหลักมั่นคง เราได้แต่ใช้ค้วงนั้งจ๋วงเจ็ง (คนคลั่งเคาะระฆัง) รุกจู่โจมท่านให้ปั่นป่วน สุดท้ายยังร่วงหล่นไปที่ด้านล่าง"
เต็งลั่งพอฟังก็ยิ้มออกมา กล่าวว่า
"ท่านพอลงมือก็คิดผลักเราให้ตกหน้าผา ทว่าท่านผิดแล้ว หากท่านใช้ค้วงนั้งจ๋วงเจ็งออกในยามนี้ ท่านต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แน่นอน"
...จี่แชซิงแซต้องรู้สึกไม่ยินยอม หากมิกล้าเอ่ยคำแย้ง เต็งลั่งพลันตวัดนิ้วขึ้นเป็นเชิงให้เขาลงมือต่อตน จี่แชซิงแซได้แต่สั่นศีรษะไปมา กล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ท่านมีฝีมือเหนือกว่าข้าพเจ้า หากท่านลงมือจริงจัง ข้าพเจ้ามิว่าใช้กระบวนท่าใดก็ย่อมพ่ายแพ้"
เต็งลั่งแสร้งจุ๊ปากรำคาญ กล่าวว่า
"หากเราคิดใช้พลังที่เหนือกว่าจัดการท่าน ไหนเลยต้องซักถามให้ยุ่งยาก ท่านยามนี้ตั้งท่าเข้ามา เราจึงใช้พลังออกในระดับเดียวกับท่าน หามีผู้ใดได้เปรียบเสียเปรียบไม่"
เก็งจู้พอฟังพลันหันมองอย่างสนใจ เห็นเต็งลั่งยังคงตั้งท่าดุจเดิม จี่แชซิงแซพอรุกเข้าก็ก้มลงต่ำ แขนซ้ายป้องขึ้นต้านรับด้านบน ฝ่ามือขวาจู่โจมลงล่าง กายเบี่ยงเฉียงออก มิได้เผชิญหน้ากับเต็งลั่งโดยตรง ดูจากมุมที่ยืนอยู่ ย่อมคิดใช้ท่าเท้าที่ว่องไวจัดการเขา
...กับกระบวนท่าที่หนักแน่นมั่นคงเช่นเทียนกับจ๋อเซี้ยง ค้วงนั้งจ๋วงเจ็งย่อมเป็นวิธีรุกไล่ที่ควรได้ผล คู่ต่อสู้หากมีพลังลมปราณในระดับเดียวกัน ยามโดนกระแทกออกสามทางในหนึ่งท่าร่าง จะอย่างไรก็ต้องสะเทือนเสียหลัก เต็งลั่งหากมิเปลี่ยนชุดกระบวนท่า ย่อมต้องโดนปัดป่ายทำร้าย
...จี่แชซิงแซพอเกร็งลมปราณก็แยกจู่โจมออกสามสาย ทั้งเท้าหมัดฝ่ามือระดมรุกเข้าใส่ ยังสืบเท้าวนรอบกายเต็งลั่ง ทุกท่วงท่ามีเป้าหมายที่ช่วงล่าง ในเสียงพลังลมฟาดฟัน เพียงชั่วพริบตาร่ายออกจนครบสิบสองกระบวน ทั้งว่องไวทั้งพลิกแพลง เต็งลั่งกลับยังทรงกายมั่นคง มิได้ขยับหนีแม้แต่น้อย เพียงหงายร่างลงต้านรับทางด้านหลัง ใช้ท่อนแขนป้องปัดทั้งมือเท้าของจี่แชซิงแซ ท่าเท้ากลับมิได้เปลี่ยนแปลง พอจี่แชซิงแซวกมาทางด้านหน้า คนก็ตวัดร่างกลับมาปะทะ ฝ่ามือเพียงติดตามการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ กลับมิได้จู่โจมรุกเร้า...
จี่แชซิงแซยามนี้วกกลับมาใช้กระบวนท่าเริ่มต้นอีกครา คนพอวาดมือเท้ากระโจนออก พลันรู้สึกพื้นดินที่ตนเหยียบย่ำคล้ายต่ำลงกว่าเดิม บางแห่งก็ยุบเป็นวง ยามกระโดดขึ้นลงเสียจังหวะเล็กน้อย พอหยั่งเท้าจบกระบวนท่ายังลื่นไถลออก คิดขึ้นกระบวนใหม่ย่อมช้าลงระดับหนึ่ง
...ในสภาวะที่จี่แชซิงแซมิอาจพลิกซ้ายขวาดังใจหมาย เต็งลั่งที่เมื่อครู่เพียงต้านรับกลับฟาดฝ่ามือออก ซ้ายพุ่งพลังรุนแรง ขวาตบเฉียงอ่อนหยุ่น จี่แชซิงแซพอสะอึกกายเข้า ต้องรีบโผร่างเบี่ยงหลบ มิกล้าเข้าปะทะฝ่ามือที่มีพลังหนักหน่วง พอสะกิดถอยมาทางซ้าย เต็งลั่งที่ปักหลักอยู่นานกลับพุ่งกายติดตาม ราวคางคกจำศีลที่ตวัดลิ้นขึ้นใส่เหยื่อ...
...จี่แชซิงแซที่มิทันคาดคิด เต็งลั่งกลับเริ่มใช้ท่าเท้า ยามนี้จึงมิอาจหลบรอดทัน โดนฝ่ามือขวาของเต็งลั่งฟาดลงบนไหล่ ร่างผงะหงายลงตรงริมผา เต็งลั่งพลันสะอึกกายปราดออก สะบัดฝ่ามือแหวกอากาศเป็นพลังหมุนย้อน รั้งร่างจี่แชซิงแซค้างไว้ ยังดึงสภาวะกลับเข้ามา ดังนั้นมิได้ร่วงหล่นลงเบื้องล่าง
จี่แชซิงแซที่เสียหลักเมื่อครู่ พอเหยียบย่างลงพื้นก็รีบประสานมือต่อเต็งลั่ง กล่าวขอบคุณที่เขาใช้พลังรั้งตนกลับมา มิต้องตกลงไปบอบช้ำ เต็งลั่งก็ตบไหล่ปลอบใจเขา ถามขึ้นว่า
"ท่านเข้าใจแล้วหรือไม่ ที่เราว่ากล่าวเมื่อครู่ หากท่านใช้ค้วงนั้งจ๋วงเจ็งเข้าปะทะในยามนี้ ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แน่นอน"
...จี่แชซิงแซก้มลงมองพื้นธรณีใต้เท้า ตนเพิ่งเข้าใจถ่องแท้ บนหน้าผานี้เป็นดินปนทราย พื้นผิวมิเพียงร่วนซุย บางแห่งยังมีโพรงตื้น เมื่อครู่ที่ใช้กระบวนท่าในค้วงนั้งจ๋วงเจ็ง ในหนึ่งท่าร่างต้องจู่โจมออกสามสภาวะ หมัดเท้าระดมออกรวดเร็ว ลมปราณก็แบ่งแยกสามสาย เพียงมีเป้าหมายที่คู่ต่อสู้ กับพื้นดินที่พอย่ำลงก็แปรเปลี่ยนระดับ จึงกลายเป็นลดทอนอานุภาพ จังหวะจู่โจมล้วนผิดเพี้ยนจากที่คำนวณ เต็งลั่งที่เมื่อครู่กล่าวถึงสภาพพื้นดิน ย่อมบอกใบ้ให้ระวังท่าเท้า เขากลับมิได้ใส่ใจ เพียงนึกถึงกระบวนท่าหักล้างตามหลักวิชา
...อั่งแชซิงแซที่เห็นตี่ตี๋พลาดท่าก็คิดได้เช่นกัน คนพลันบอกต่อตนเอง ภายหน้าเซี่ยวเก็งจู้เรียกชมนกชมไม้ ย่อมต้องสังเกตสนใจให้มาก อาจบางทียังมีบทเรียนแอบแฝง...
เก็งจู้ที่ชมดูอยู่ทางด้านข้างพลันย่างเท้าเข้ามา ถามเต็งลั่งว่า
"ท่านทุกคราที่ประมือกับผู้คน ใช่สำรวจสถานที่ก่อน?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามักมีศัตรูที่ไม่คาดฝัน ไหนเลยสามารถตระเตรียมล่วงหน้า เพียงแต่ยามเยาว์วัยมักโดนมารดาไล่ตี พออยู่กับโฮ้ยเกี่ยมแขะก็ต้องคอยหลบหลีกไม้เรียวพวกท่าน ดังนั้นหูตาไวกว่าผู้อื่น เนื่องเพราะต้องคอยสังเกตรอบด้าน วิ่งหนีทางใดจึงสามารถรอดพ้นเคราะห์กรรม..."
...เห็นซังแชเกี่ยมแขะก้มหน้ากลั้นยิ้ม เต็งลั่งต้องเรียกพวกเขามาใกล้ ชี้ไปยังต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมเนินผา กล่าวว่า
"ดู ดู พวกท่านที่เป็นมือกระบี่ หากวันนี้พบพานศัตรูที่มีพลังลมปราณสูงส่ง ย่อมมิควรประมือในสถานที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้ ยังต้องหาทางทะยานลงสู่เบื้องล่าง ในหมู่พรรณไม้ที่ปรากฏ หากท่านรู้ว่าต้นใดมีกิ่งก้านแข็งแรง ต้นใดมีใบดีดขึ้นลง ต้นใดจึงมีโพรงตรงกลาง ยังสามารถผ่อนแรงตน หยั่งเท้าลงโดยสอดคล้อง ท่านมาตรว่าหูตาดีอย่างยิ่ง ทว่ามิมีความรู้ด้านสภาวะแวดล้อม ยามสู้รบปรบมือยังต้องใช้แรงเป็นพิเศษ หากเสียหลักคราหนึ่งก็ยากที่จะพลิกสถานการณ์"
ซังแชเกี่ยมแขะที่เพียงหลงใหลมรรคากระบี่ มุ่งฝึกแต่กระบวนท่าต่อสู้ ย่อมมิเคยใส่ใจเรื่องเช่นนี้มาก่อน พอได้ยินเต็งลั่งเบิกความรู้ใหม่ต้องรับฟังอย่างตั้งใจ ได้ยินเขากล่าวสืบไปว่า
"จูไต่ลุ้ยที่เคยเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ย่อมสืบเนื่องจากเป็นอัจฉริยะหลายทาง เขามิเพียงรู้จักสังเกตนิสัยผู้คน ยังเชี่ยวชาญด้านพืชพรรณ อีกทั้งสามารถคำนวณทิศทางลมฝน ยามลงมือมิต้องสิ้นเปลืองแรง สามารถวางแผนโดยฉับพลัน ใช้ออกในจังหวะที่สอดคล้อง แม้ในภาวะที่ตกเป็นรองยังสามารถต้านรับเนิ่นนาน รอเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส..."
...คนพอว่ากล่าวยังชำเลืองไปทางเก็งจู้ ย่อมมีนัยถึงคราวที่เขาประมือกับจูไต่ลุ้ย ยามนั้นเก็งจู้เริ่มต้นด้วยเจ็ดวิชาพื้นฐาน กว่าจะใช้พลังในแชเซียนก็แทบเพลี่ยงพล้ำเสียที...
เก็งจู้ก็แลสบตาเต็งลั่ง เชิดศีรษะขึ้น กล่าวว่า
"ท่านคิดแนะนำเรา?"
เต็งลั่งมิได้ตอบรับฤาปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า
"ท่านมีพลังฝีมือเลิศล้ำ ทว่าด้วยนิสัยท่าน หากประมือกับจูไต่ลุ้ยในยามที่เขาสมบูรณ์พร้อม ท่านต้องพ่ายแพ้แน่นอน"
เก็งจู้พลันมีประกายตาคมปลาบ กล่าวว่า
"หากมิใช่จูไต่ลุ้ย ทว่าเป็นท่านเล่า?"
เต็งลั่งจับจ้องเก็งจู้ด้วยดวงตาสงบราบเรียบดังผืนน้ำเบื้องล่าง น้ำเสียงที่ว่ากล่าวก็มิได้เจือปนความรู้สึกใด
"ท่านหากประมือกับเรา ก็ต้องพ่ายแพ้ในมือเราเช่นกัน"
...ซังแชเกี่ยมแขะพอฟังต้องสะดุ้งวาบ ลอบชำเลืองมาทางเก็งจู้อย่างหวาดหวั่น มิคาด เก็งจู้กลับมิได้มีอาการโกรธเคือง เพียงกล่าวว่า
"ท่านมีเหตุผลรองรับ?"
เต็งลั่งผงกศีรษะกล่าวว่า
"เทียบทางกระบวนวิชา สิ่งที่ท่านได้ฝึกฝน เราล้วนได้ฝึกฝน ทว่าบางสิ่งที่เราได้ฝึกฝน ท่านกลับมิเคยรู้จักมา ความจริงเรื่องนี้ยังอาจกล่าวอีกทาง ท่านที่ล่วงรู้น้อยประเภทกว่า ย่อมสามารถใช้ได้โดยเชี่ยวชาญกว่า อย่างเช่นวิหคเพียงรู้จักโบยบิน มัจฉาเพียงสามารถแหวกว่าย เป็ดห่านที่กระทำได้ทั้งสองประการ หากประลองเพียงกำหนดวิชาประเภทเดียว ล้วนต้องพ่ายแพ้แก่ทั้งสอง ทว่ากฎเกณฑ์ประการนี้กลับมิอาจใช้กับท่าน เนื่องเพราะท่านมีนิสัยดื้อรั้นเกินไป ยามประมือกลับต้องการให้คู่ต่อสู้ใช้ด้านเข้มแข็งที่สุดออกมา ถึงกับเสี่ยงอันตรายหลอกล่อ ท่านวันนั้นยังยั่วเย้าจูไต่ลุ้ย หวังให้เขาเปล่งรังสีดาบฟาดฟัน หากมิเกิดเหตุการณ์พลิกผัน ท่านอาจบางทียังเป็นฝ่ายตกตาย..."
เห็นเก็งจู้รับฟังอย่างนิ่งงัน มิได้โต้แย้งแม้แต่น้อย เต็งลั่งก็กล่าวสืบไปว่า
"เรากับจูไต่ลุ้ยมีที่เหมือนอยู่หนึ่งประการ เพียงพบช่องทางเล็กน้อย จะมิรั้งรอสืบต่อ พวกเราเพียงหมายเอาชัย ยังรักถนอมชีวิตอย่างยิ่ง พอลงมือก็ใช้กระบวนท่าที่คาดว่าประสบผล เป็นเช่นผู้คนคิดรับประทานให้หายหิว ตรงหน้าเป็นแป้งห่อเนื้อ ฤาเป็นเนื้อห่อแป้ง ล้วนมิได้ใส่ใจทั้งสิ้น คนเช่นท่านกลับเป็นตรงกันข้าม ดังนั้นหากประมือกับเราฤาจูไต่ลุ้ย ท่านมิว่าอย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้"
...เก็งจู้ยืนซึมเซาเหม่อลอย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"อย่างนั้นเล้งอิกเล่า"
ซังแชเกี่ยมแขะแลสบตากัน เต็งลั่งก็ถอนใจยืดยาว กล่าวแก่เก็งจู้ว่า
"ท่านย่อมเคยได้ยินมา เล้งอิกครั้งหนึ่งเคยกล่าวแก่ผู้คน เขามิว่าด้านใดล้วนมิอาจเทียบเทียมข้าพเจ้า"
เก็งจู้ผงกศีรษะคราหนึ่ง เต็งลั่งก็กล่าวต่อไปว่า
"ทว่าเหตุการณ์วันนั้นบนง้วยจี่ไง้ ท่านมิใช่ประจักษ์แก่สายตาแล้ว"
จี่แชซิงแซยามนี้อดมิได้ ต้องสอดคำขึ้นว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ท่านยามนั้นยังบอบช้ำภายใน เล้งอิกจึงสามารถลงมือ..."
เต็งลั่งสั่นศีรษะโดยพลัน กล่าวว่า
"เราที่บอบช้ำย่อมมิอาจนับ เนื่องเพราะเล้งอิกก็มิได้ใช้พลังเต็มส่วน"
เก็งจู้นิ่งคิดไตร่ตรอง พลันกล่าวว่า
"ท่านต้องการบอกกล่าว หากเล้งอิกลงมือจริงจัง เขาสามารถเอาชัยท่าน?"
เต็งลั่งสืบเท้ามาอีกทาง นัยน์ตาทอดไปทางขุนเขาสีคราม เอ่ยว่า
"เรื่องนี้มิอาจกล่าวโดยง่าย เนื่องเพราะมีความผูกพันเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้าพเจ้ากับเล้งอิกยามประมือ ต่างมิเคยมีความคิดเอาชัย หากทำร้ายอีกฝ่ายเพียงสักนิด ยังต้องหยุดยั้งลงทันที ดังนั้นมิอาจสรุป เป็นผู้ใดที่เหนือกว่า..."
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋ก็ใคร่ครวญตาม พวกเขาที่รักใคร่ห่วงใยกัน ย่อมเข้าใจเรื่องราวประเภทนี้ ได้ยินเต็งลั่งกล่าวสืบไปว่า
"...ทว่าหากคิดให้เล้งอิกลงมือเต็มกำลัง มีแต่ยั่วยุเขาจนลืมตัว ท่านจึงสามารถเห็นเล้งอิกที่แท้..."
เก็งจู้พลันกล่าวแทรกว่า
"ท่านวันนั้นที่กล่าวถึงเม่งไอ่ซี ใช่คิดยั่วยุเขาหรือไม่"
เต็งลั่งพลันก้มศีรษะลง ดวงตามีแววหมองหม่น กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าทั้งคิดยั่วยุเขา และทั้งว่ากล่าวด้วยอารมณ์"
เก็งจู้พอรับฟังก็มิได้เจรจาสืบต่อ ย่อมทราบว่าตนสะกิดแผลในใจเขา
...ผ่านไปเนิ่นนาน เต็งลั่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านที่ยามประมือมักเล่นกับศัตรู คล้ายพยัคฆ์ตะปบมุสิกให้ฮึดสู้ หากวันใดต่อกรกับเล้งอิก ย่อมเป็นอันตรายที่สุด"
เก็งจู้พลันมีประกายตาแข็งกร้าว กล่าวว่า
"เราก็ต้องการเห็นด้านที่อันตรายที่สุดของเขา..."
ยามนี้จับไหล่เต็งลั่งให้หันมา ถามว่า
"ท่านที่บอกเล่าเรื่องราวของเล้งอิก ฤามิกลัวเราทราบจุดอ่อนเขา ยังทำร้ายเขาตกตาย"
เต็งลั่งแลสบตาเก็งจู้ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังว่า
"ข้าพเจ้าที่บอกเรื่องราวของเขาแก่ท่าน ย่อมมิกลัวท่านเป็นฝ่ายมีเปรียบ เนื่องเพราะเล้งอิกมิได้มีจุดอ่อน เขาหากประมือกับท่านโดยแบกศักดิ์ศรีฮวงจึง ช่วงแรกย่อมกดดันอย่างยิ่ง ท่านที่คิดเอาชัยเขา ต้องอาศัยจังหวะนี้จัดการโดยพลัน ทว่าท่านมีนิสัยอย่างที่ข้าพเจ้าว่ากล่าว ยังคิดบีบคั้นเขาให้ลงมือเต็มกำลัง ข้าพเจ้าจึงสามารถคำนวณเหตุการณ์ พวกท่านหากประมือกันวันใด ท่านหากมิล้มตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส"
เก็งจู้ถอยกายกล่าวหนึ่ง ดวงตามีแววมิยินยอม เต็งลั่งพลันหันไปทางซังแชเกี่ยมแขะ ยื่นมือขอกระบี่จากเขา กล่าวว่า
"เล้งอิกหากประมือกับท่าน ย่อมต้องใช้โฮ้วเส่าเชีย ข้าพเจ้าวันนี้ก็ใช้กระบี่แทนทวน ใช้ตนเองแทนเล้งอิก ยังใช้เพียงกระบวนท่าของฮวงจึง พิสูจน์ให้ท่านเห็นโดยชัดแจ้ง..."
เก็งจู้กล่าวคำประเสริฐนัก เต็งลั่งก็สลัดกระบี่ออกจากฝัก ในเสียงแหวกอากาศควับเควี้ยว กระบี่เสือกแทงออกฉับพลัน ยังเป็นเพลงแรกที่เล้งตงน้ำบัญญัติไว้ เก็งจู้ยามถอยหลบเลี่ยงยังร้องว่า
"เราต่อกระบี่ให้เจ้าอีกสี่เชียะ"
เต็งลั่งยิ้มขึ้นที่มุมปาก ย่อมทราบ... เก็งจู้ที่ยโสทรนง พอได้ยินว่าเขาใช้กระบี่แทนทวน ในใจยังรู้สึกไม่ยุติธรรม เนื่องเพราะโฮ้วเส่ายาวเจ็ดเชียะเศษ กระบี่ของซังแชเกี่ยมแขะกลับยาวเพียงสามเชียะ ดังนั้นออกปากต่อกระบี่ให้เขา ย่อมหมายถึงในรัศมีเจ็ดเชียะ หากคมกระบี่เขาชี้ยังจุดตาย เก็งจู้จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
...กับคนที่ดื้อรั้นเช่นนี้ เต็งลั่งที่นับวันยิ่งผูกพันกับเขา ย่อมรู้สึกห่วงใยอย่างยิ่ง...
คนพอคิดให้บทเรียน ดังนั้นลงมือโดยมิออมกำลัง ในพริบตาใช้ออกเจ็ดท่าร่างสิบสี่กระบวน ย่อมเป็นเรียงขึ้นย้อนกลับ เก็งจู้ที่เบี่ยงกายหลบเลี่ยง ยังมิอาจหาจังหวะเข้าประชิด เพียงเห็นประกายกระบี่เจิดจ้าถี่ยิบ ล้อมร่างเต็งลั่งราวเป็นกำแพงชั้นหนึ่ง ซังแชเกี่ยมแขะที่มิเคยเห็นอานุภาพเพลงทวนของฮวงจึง วันนี้พอได้รับชมต้องเบิกตาค้าง
...แต่โบราณกาลมา ทวนเป็นศาสตราวุธยาวที่มักใช้ในการรบ ผู้ใช้หากอยู่บนหลังอาชา สามารถผาดโผนเสือกแทงจากระยะไกล ยามคิดป้องกันตัวยังร่ายกราดออก เพลงทวนของฮวงจึงก็ใช้จุดเด่นเช่นนี้ ในหนึ่งท่าร่างต้องเกร็งลมปราณโผนขึ้น เริ่มจู่โจมจากที่สูง พอย่ำเท้าลงจึงเสยปลายสะบัดใส่ฟ้า ตวัดควงเป็นม่านป้องกันเบื้องหน้า ทั้งด้ามและส่วนคมเป็นดังอาวุธสองทาง เต็งลั่งยามนี้ใช้กระบี่แทนทวน เก็งจู้พอต่ออาวุธให้เขาอีกสี่เชียะ อานุภาพย่อมประเมินได้ทัดเทียมโฮ้วเส่า...
เพลงทวนฮวงจึงล้วนเปิดสอนแก่ผู้คนโดยมิปิดบัง เต็งลั่งก็ได้ฝึกครบถ้วน วิชาฝีมือของน่ำก่าทั้งสี่กลับเพียงถ่ายทอดแก่บุตรหลาน ทว่าเต็งลั่งที่มิใส่ใจกฎเกณฑ์ ย่อมให้เล้งอิกฝึกเคล็ดลับเหล่านี้ เพียงแต่เล้งอิกที่เป็นศิษย์โฮ้ยเกี่ยมแขะ พึงใจมรรคากระบี่เป็นพิเศษ ดังนั้นมิได้ฝึกพลังในเซียนจี้จนแตกฉาน
เต็งลั่งยามนี้ร่ายออกด้วยกระบวนท่าสืบต่อ ใช้ความไวปานพายุกราดกระบี่สลับเฉียงซ้ายขวา รุกไล่เก็งจู้จนถึงริมผา เก็งจู้ในยามจวนตัวจึงกรีดลมปราณพุ่งพลังดรรชนี ใช้ออกด้วยเซียนไล้จี้ที่รวดเร็ว แหวกอากาศเข้าปะทะกับคมกระบี่ ยังสามารถปัดสภาวะให้เบี่ยงออก เต็งลั่งกลับยังหนุนพลังต่อเนื่อง เสือกแทงกระบี่เข้ามา ฟาดลงในลักษณะเดียวกับที่ใช้ทวน ปลายกระบี่พอชี้ลงพื้น คนก็ถีบเท้าทะยานขึ้น จับด้ามกระบี่ด้วยสองมือ หมุนควงเป็นวงกลางอากาศ ทั้งคนทั้งกระบี่รวมเป็นหนึ่ง เป็นท่วงท่าเดียวกับที่เล้งอิกและเอี้ยป้อซัวเคยใช้มิผิด เพียงเปล่งอานุภาพผิดแผก เนื่องเพราะเอี้ยป้อซัวเน้นพลังดุดันกราดเกรี้ยว ใช้แรงทวนหนักหน่วงเป็นจุดเด่น เล้งอิกที่ว่องไวกว่ากลับมุ่งเน้นสภาวะพลิกแพลง ในแรงหมุนเหวี่ยงยังสามารถวนเปลี่ยนทาง จู่โจมศัตรูในจังหวะที่ตาพร่าพราย ที่เต็งลั่งใช้กลับเป็นกระบวนท่าพิสดาร คนพอหมุนคว้างขนานรวมกับกระบี่ กลับเบี่ยงร่างเป็นแนวขวาง ปลายกระบี่จี้ใส่เก็งจู้จนผงะหงาย คนก็ม้วนกายกลับตัวกลางอากาศ ตวัดเท้าเตะใส่ช่วงศีรษะ ยังเฉียดใบหน้าเก็งจู้ไปเพียงเศษเสี้ยว
เขาพอได้เปรียบก็มิออมมือ ในจังหวะที่ด้ามดาบชี้ลง ยังแผ่พุ่งลมปราณสู่พื้นเบื้องล่าง ใช้พลังในค้วงโฮ้วกระแทกใส่จนแตกเป็นหลุมใหญ่ พอร่างร่อนขึ้นก็ร้องว่า
"ท่านต่อกระบี่ให้ข้าพเจ้าสี่เชียะ ดังนั้นสมมุติว่าข้าพเจ้าใช้ด้ามทวนฟาดธรณี"
พื้นดินเบื้องหน้าพอแตกออก เก็งจู้ที่หยั่งเท้าริมผาย่อมมิอาจรุกไล่มาข้างหน้า คนพอทะยานขึ้นติดตาม เต็งลั่งก็รวมร่างกับกระบี่หมุนคว้างลง เก็งจู้ที่ต่อความยาวกระบี่ให้เขา ย่อมมิอาจเข้าประชิดในรัศมีเจ็ดเชียะ เท้าที่เหยียบหมิ่นเหม่มิสามารถสืบกลับขึ้น ดังนั้นจงใจทิ้งน้ำหนักหงายวูบลง ตวัดกายกลางอากาศคราหนึ่ง โลดลิ่วลงสู่เบื้องล่างอย่างว่องไว
...ซังแชเกี่ยมแขะพอเห็นเก็งจู้วันนี้เลี่ยงถอย ต้องรู้สึก... ท่านกลับเชื่อวาจาที่เซี่ยวเก็งจู้กล่าวเมื่อครู่ ยอมหลบหลีกในภาวะที่เป็นรอง รอเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส กระทั้งเต็งลั่งที่รุกไล่อยู่ด้านหลังยังมีรอยยิ้มขึ้น หันมากวักมือชักชวนพวกเขาให้ติดตามชมดู ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องย่อมมิรอช้า ต้องทะยานหยั่งเท้าลงบนพุ่มพฤกษ์ ไล่ลงด้านล่างตามรอยเต็งลั่ง...
...พวกตนยามนี้จึงเข้าใจที่เขาว่ากล่าวโดยถ่องแท้ หากรู้จักพืชพรรณไม้ที่ปรากฏ ยามหยั่งกายสามารถหยิบยืมสภาวะดีดขึ้นลง ใช้ท่าเท้าโดยสอดคล้อง มิต้องสิ้นเปลืองกำลังเกินจำเป็น...
เก็งจู้โจนปราดถึงผิวน้ำในชั่วพริบตา คนพอเหยียบบนโขดหินก็หันกายมา รับการจู่โจมจากเต็งลั่งที่ไม่รีรอแม้สักน้อย เขายามนี้ใช้เพลงทวนย้อนกลับ จากกระบวนที่ยี่สิบสามร่ายไล่ขึ้น ทุกท่าร่างเหินขึ้นบน ยังเหวี่ยงกระบี่ที่หมุนคว้างออก คนก็กระโจนขึ้นหยั่งกายบนกระบี่นั้น ตวัดร่างพลิกไปอีกทาง ทิ้งเท้าย่ำลงบนโขดหินอีกด้านหนึ่ง
...เก็งจู้พอหันเข้าปะทะ เต็งลั่งก็สะบัดพลังดึงกระบี่ที่พุ่งวนกลับมาในมืออีกครา เพียงตบฟาดเล็กน้อยชี้ส่วนคมออก เก็งจู้ย่อมมิอาจสะอึกเข้าใกล้ ได้แต่พุ่งพลังดรรชนีจู่โจมจากระยะไกล ยามนี้ที่ใช้ออกยังเป็นแชเซียนจี้ เห็นประกายสีเขียวเรืองรองวาบวับเหนือพื้นน้ำ คมกระบี่ที่แฝงพลังก็ตวัดรับมิหยุดหย่อน เก็งจู้ย่อมทราบ หากเขายั้งลงแม้เพียงชั่ววูบ เต็งลั่งย่อมมีโอกาสจู่โจมด้วยเพลงทวน ดังนั้นเกร็งกำลังขึ้นเต็มที่ ปล่อยดรรชนีที่กร้าวแกร่งออกเป็นสาย
เต็งลั่งที่ร่ำเรียนเซียนจี้ทุกแขนง ยังต้องยอมรับในใจ เก็งจู้มีพลังลมปราณที่ล้ำลึกนัก ใช้ทุกดรรชนีโดยแม่นยำรวดเร็ว ตนมาตรว่าเชี่ยวชาญในแชเซียนจี้ ยังมิสามารถคาดเดา เก็งจู้ต่อไปจึงจู่โจมในกระบวนท่าใด...
...เขาที่วันนี้ตั้งใจเตือนเก็งจู้ผู้เป็นกอกอ อย่าได้ให้ความทรนงทำร้ายตนเอง พอหลบรอดดรรชนีทางซ้าย คนพลันปล่อยพุ่งกระบี่ออกจากมือ ยังจงใจให้หมุนส่ายราวมังกรเจ็ดเศียร เก็งจู้จำต้องถอยร่นไปทางด้านหลัง เต็งลั่งก็อาศัยจังหวะนี้เหลือบตามองดูผิวน้ำ เห็นจุดวงหนึ่งมีสีเขียวเข้มกว่าบริเวณอื่น ต้องรีบหงายหลังทิ้งร่างลง
...ได้ยินเสียงดังตูม หยาดน้ำสาดซ่ากระจาย ร่างเต็งลั่งก็ผลุบหายไป เก็งจู้ที่เพิ่งหยั่งกายลงบนโขดหินอีกด้านต้องชะงักวูบ มิทราบเต็งลั่งคิดเล่นลวดลายใด เห็นกระบี่ที่เขาพุ่งมายังหมุนคว้างอยู่เหนือศีรษะ ต้องแผ่พุ่งพลังออกฟาดใส่ กระบี่เหล็กกล้าที่ตวัดวนไปมาพลันหักออกเป็นสองท่อน เหวี่ยงตกไปคนละทิศละทาง...
อั่งแชซิงแซที่เป็นเจ้าของกระบี่ต้องร้องอุทานอย่างลืมตัว ทั้งเสียดายกระบี่คู่ใจ ทั้งตื่นเต้นกับภาพที่เห็น ในจังหวะที่เบิกตาค้างจ้องมอง พลันเห็นเงาสีเงินวาบขึ้นจากท้องน้ำ หมุนวนสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ที่แท้เป็นปลายกระบี่ที่แตกหักเมื่อครู่ ยังพุ่งเข้าใส่เก็งจู้ที่ระวังตัวอยู่ เขาย่อมทราบว่าเต็งลั่งเป็นผู้ซัดเหวี่ยงมาจากด้านล่าง คนพอเบี่ยงกายหลบยังกรีดพลังในแชเซียนพุ่งลงยังทิศทางที่มา
...พลังดรรชนีพอแผ่เป็นสาย หางตาเหลือบเห็นวัตถุสิ่งหนึ่งที่ข้างโขดหินใต้เท้า พอตวัดมือกลับมาหมายพุ่งพลังลงใส่ เต็งลั่งพลันโผล่ศีรษะขึ้นมา พ่นน้ำออกจากปากคราหนึ่ง ใช้ดวงตาสุกใสที่มีแววหยอกล้อยั่วเย้าจ้องมองเขา กล่าวว่า
"ท่านพ่ายแพ้แล้ว..."
|