เก็งจู้ต้องงงงันวูบ ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องก็รีบทะยานเข้ามาที่ด้านข้าง เห็นเต็งลั่งที่เปียกโชกกระโจนขึ้นนั่งบนโขดหิน ในมือยังมีส่วนด้ามกระบี่ที่หักไป เก็งจู้พอเห็นชัดเจนจึงค่อยเข้าใจ...
...เขาเมื่อครู่เอ่ยปากให้ต่อกระบี่อีกสี่เชียะ หมายใจให้มีความยาวเท่าโฮ้วเส่า เต็งลั่งยามนี้ในมือมีด้ามกระบี่นั้น ก่อนโผล่ขึ้นจากน้ำยังจี้มาทางเขา หากคิดเป็นความยาวเจ็ดเชียะเท่าทวนจริง เขาที่มัวแต่พุ่งพลังใส่ปลายกระบี่อีกทาง ย่อมต้องโดนทวนกระแทกใส่ที่ศีรษะ

ซังแชเกี่ยมแขะย่อมเข้าใจเรื่องราวนี้เช่นกัน คนที่ยินดีกับเซี่ยวเก็งจู้ ทว่ามิกล้าโห่ร้องโลดเต้น ยังเกรงเก็งจู้ที่ด้านข้างมีโทสะ เต็งลั่งก็โยนด้ามกระบี่ให้แก่อั่งแชซิงแซ กล่าวว่า
"เก็งจู้ภายหลังย่อมใช้กระบี่คืนท่าน"
อั่งแชซิงแซไหนเลยกล้าทวงข้าวของ มิคาด เก็งจู้กลับหันมาทางเขา กล่าวว่า
"เจ้าสักครู่ก็เข้าไปเลือกกระบี่ของเราด้ามหนึ่ง"
...จี่แชซิงแซต้องเบิกตาค้างจ้องมองกอกอ พลันนึกเสียดายตนเมื่อครู่มิได้ให้เต็งลั่งหยิบยืม ดังนั้นอดได้กระบี่กำนัลจากเก็งจู้ อั่งแชซิงแซที่ลิงโลดต้องรีบคารวะเก็งจู้ด้วยหัวใจพองโต ยังมองเต็งลั่งด้วยสายตามีแววขอบคุณ...

เต็งลั่งเงยศีรษะขึ้นมองเก็งจู้ กล่าวว่า
"ท่านหากมิได้ต่อกระบี่ให้ข้าพเจ้าอีกสี่เชียะ เมื่อครู่ย่อมมิได้พ่ายแพ้"
เก็งจู้ยังคงยืนนิ่งมิกล่าววาจา เต็งลั่งก็เอ่ยสืบไปว่า
"ข้าพเจ้าความจริงก็มิได้ซื่อสัตย์นัก ตอนที่พุ่งกระบี่หมุนวนใส่ท่าน หากที่ถือเป็นโฮ้วเส่า ย่อมมิอาจกระทำเช่นนั้น..."
เก็งจู้เพียงผงกศีรษะเป็นเชิงเข้าใจ โฮ้วเส่าหนักเจ็ดสิบชั่ง กระบี่ของอั่งแชซิงแซมีน้ำหนักเบากว่าหลายสิบเท่า หากให้คนผู้หนึ่งพุ่งทวนหมุนคว้างออก ยังตวัดส่วนคมราวมังกรแยกเศียรจู่โจม ย่อมเป็นเรื่องมิอาจกระทำ...
เต็งลั่งถอดเสื้อตัวนอกออกบิดน้ำ เก็งจู้พลันนั่งลงที่ข้างกายเขา กล่าวเบาๆ ว่า
"ขอบคุณท่าน..."

เต็งลั่งก็ยิ้มใส่ตาเขา กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าคดโกงจึงสามารถเอาชัย ท่านกลับเอ่ยคำขอบคุณ?"
เก็งจู้มองดูเต็งลั่งที่เปียกปอน ในดวงตาก็มีประกายอบอุ่น กล่าวว่า
"เราที่ขอบคุณท่าน เนื่องเพราะท่านวันนี้ให้บทเรียนเราประการหนึ่ง ต่อไปอย่าได้ต่ออาวุธให้ผู้ใดอีกแม้แต่หนึ่งเชียะ"
เต็งลั่งหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า
"อย่าว่าแต่หนึ่งเชียะ เพียงหุนเดียวก็อย่าได้กระทำ ศาสตราวุธหาใช้หมากรุก ท่านออมมือในกระดานหมาก อย่างมากก็พ่ายแพ้เสียหน้า ทว่าหากออมมือในการประลอง ภรรยากลับกลายเป็นม่าย บุตรหลานก็ต้องกำพร้า..."
กล่าวถึงตอนนี้พลันชะงักถ้อยคำ ดวงตาสุกใสหรุบต่ำลง เก็งจู้ก็รับฟังจนสะกิดใจเช่นกัน ที่นึกถึงย่อมเป็นบิดาที่ตกตายในคมทวนของเล้งทิเจ็ง เต็งลั่งถือกำเนิดที่น่ำไฮ้ก่า ดังนั้นมิเคยพบเห็นท่าน เก็งจู้ขณะนั้นก็ยังเยาว์วัยนัก ย่อมมิสามารถจดจำเรื่องราว...

ต่างคนต่างนิ่งงันเนิ่นนาน เต็งลั่งพลันเงยหน้าขึ้น เปลี่ยนเรื่องกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อครู่ในมือยังมีด้ามกระบี่ ทว่าหากที่ถือเป็นทวนจริง ยามจู่โจมเข้าใส่ ท่านยังสามารถมีชีวิตรอด"
เก็งจู้มองเต็งลั่งอย่างสงสัย ถามว่า
"หากโดนโฮ้วเส่ากระแทกใส่ศีรษะ ยังสามารถมีชีวิตสืบต่อ?"
เต็งลั่งพลันหัวร่อคักคัก ชี้ไปยังด้ามกระบี่ในมืออั่งแชซิงแซ กล่าวว่า
"ท่านดู ท่านเมื่อครู่ฟาดใส่โฮ้วเส่าปลอมนั้นหักกลาง ข้าพเจ้ายามอยู่ใต้น้ำ ใช้ทวนครึ่งด้ามที่ยาวเพียงสามสี่เชียะจู่โจมขึ้นมา ย่อมมิสามารถกระแทกถึงศีรษะ เพียงฟาดท่านจนชาตินี้มิอาจตกแต่งภรรยาให้กำเนิดบุตรหลาน"
...เก็งจู้รับฟังจนมีสีหน้าพิกล พลันตวัดเท้าเตะน้ำในสมุทรกระจายขึ้น กระเซ็นใส่หน้าตาเต็งลั่งจนต้องกระโดดหลบเลี่ยง คนพอปราดถอยหลังก็มิยินยอม ยังเหวี่ยงเสื้อเปียกที่ถืออยู่ในมือเข้าใส่ กลับตบฟาดตะลุมบอนกันราวทารก...

...พวกเขาพี่น้องที่เพิ่งพบพาน คนหนึ่งร่อนเร่พเนจรทุกแห่งหน คนหนึ่งอยู่ท่ามกลางผู้คนกลับโดดเดี่ยวเดียวดาย ยามพบเจอผู้ร่วมสายโลหิตย่อมรู้สึกผูกพัน
...เพียงมิทราบ วันเวลาข้างหน้าใช่ยังจะโหดร้ายกว่าที่ผ่านมาหรือไม่...


ง้วยตอก่าสูญสิ้นมิเหลือซาก
บนง้วยจี่ไง้กลับปรากฏเพิงหลังน้อย...

จูเพ่งเอ็งนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ในมือมีเศษกระเบื้องชิ้นหนึ่ง ดวงตายังคงเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
...บนกระเบื้องวาดลายกล้วยไม้สีม่วง ตัดขอบเส้นด้วยสีทองบางเบา กลับเป็นชิ้นเดียวกับที่ซุนเซ่งเง็กหยิบขึ้นดูวันนั้น...
มัจฉาพลันลากเท้าเข้ามาจากด้านหลัง ในมือมีนกแก้วสองตัว ทางซ้ายเป็นสีขาวปลอด ทางขวาเป็นสีแดงปีกเขียว ที่ขาล้วนมีโซ่ทองผูกไว้ จูเพ่งเอ็งที่คล้ายมิไยดีสิ่งใด ยามนี้กลับหันแลมอง คนพอจับจ้องที่นกแก้วทั้งสอง ดวงตาพลันมีหยาดน้ำไหลริน มัจฉารีบปล่อยนกแก้วไว้ที่ด้านข้าง หยิบผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อออกมา บรรจงเช็ดน้ำตาแก่นางอย่างทนุถนอม เอ่ยเบาๆ ว่า
"...พวกเขามาตรว่าเผาผลาญสถานที่นี้ ซู่ยี้ (เจ้าขาว) กับจูยี้ (เจ้าแดง) กลับมิเป็นอันตราย เราเมื่อครู่ออกไปที่ลำธารด้านบน พวกมันพอเห็นก็จดจำได้ ยังรีบโผเข้ามาหา..."

จูเพ่งเอ็งยังคงเหม่อลอยซึมเซา มัจฉาก็มองดูนางอย่างรักเทอดทูน น้ำตายังหลั่งไหลออกมา
...พวกเขาพอมาถึงที่นี้ มิเพียงพบว่าง้วยตอก่าสูญสลาย ยังเผชิญกับข่าวสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง ที่แท้จูไต่ลุ้ยกลับเสียชีวิตแล้ว...
มัจฉากับไกรสรที่สารรูปประหลาดผิดมนุษย์มนา เมื่อเยาว์วัยล้วนเป็นกำพร้า จูไต่ลุ้ยพบพวกเขาถูกผู้คนรุมทำร้าย กลับเก็บมาชุบเลี้ยงไว้ ยังคิดค้นวิชาฝีมือเฉพาะทาง สั่งสอนให้กับทั้งคู่ ทั้งยังให้เติบโตมาพร้อมกับจูเพ่งเอ็งผู้เป็นธิดา
...มัจฉาพอนึกถึงซือแป๋ผู้ล่วงลับ ตลอดทั้งร่างพลันสั่นระริก คนคิดใคร่ลงสู่ปรโลกไปรับใช้ท่าน ทว่ายามหันมองจูเพ่งเอ็งที่ด้านข้าง ตนไหนเลยทอดทิ้งนางที่อยู่ในสภาพเช่นนี้...
จูเพ่งเอ็งนับแต่พิกลพิการ มิอาจเดินเหินใช้กำลัง กลับมิยินยอมขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว หัวใจก็มิทราบล่องลอยไปอยู่ที่ใด มัจฉาที่หลงรักมานางชั่วชีวิต ยังรู้สึกคล้ายใจตนก็แตกสลายย่อยยับ
...เห็นนางเหลียวมองนกแก้วทั้งสองอีกครา ต้องรีบปาดน้ำตา กล่าวว่า
"ท่านย่อมยังจำได้ ซือแป๋เคยบอกเล่าแก่พวกเรา นกแก้วที่ชุบเลี้ยงไว้ ตัวหนึ่งหมายถึงสตรีผู้หนึ่ง กาลก่อนยังมีฮุ่งยี้ (เจ้าชมพู) จี้ยี้ (เจ้าม่วง) เพียวยี้ (เจ้าเขียวอ่อน) ฮุ่งยี้ก็คือกอฮูหยินผู้ล่วงลับ มารดาของกอเฉียะซิม จี้ยี้เป็นตัวแทนของจูจี้ลั้ง (กล้วยไม้ม่วง) ธิดาของซือโจ้วที่ท่านยกให้ตกแต่งกับซือแป๋ เพียวยี้ย่อมหมายถึงซือเนี้ยของข้าพเจ้า ยังเป็นมารดาของท่าน หลังจากที่สตรีเหล่านี้เสียชีวิต ซือแป๋ก็ปล่อยนกแก้วประดานั้นไปหมดสิ้น เหลืออยู่เพียงซู่ยี้กับจูยี้..."

กล่าวถึงตอนนี้มิอาจกลั้นน้ำตาสืบต่อ พลันลุกขึ้นจับนกแก้วทั้งสองไว้ในมือ จ้องมองดูตัวสีแดงปีกเขียว กล่าวว่า
"จูยี้เพิ่งมาอยู่กับท่านเมื่อสิบปีก่อน มิทราบหมายถึงสตรีนางใด..."
ยามนี้หันมาทางตัวสีขาว นัยน์ตายังมีประกายคับแค้น พึมพัมว่า
"ซู่ยี้ย่อมหมายถึงสตรีที่น่าชิงชังนางนั้น หากซือแป๋มิได้พบพานนาง ย่อมมิต้องโศกเศร้าตรอมตรมปานนี้..."
คนพอรวบมืององุ้มเข้า ยังคล้ายคิดบีบนกแก้วสีขาวให้แหลกคามือ ในฉับพลันกลับหยุดชะงัก ที่แท้ได้ยินจูเพ่งเอ็งเอ่ยวาจาคำหนึ่ง ต้องรีบหันไปมองนางอย่างตื่นเต้นยินดี ระล่ำระลักถามว่า
"เพ่งเอ็ง ท่านว่ากระไร"

เห็นจูเพ่งเอ็งก็จ้องมองนกแก้วสีขาว มัจฉาต้องรีบคลายมือออก ปล่อยนกทั้งสองลงสู่พื้น ยังถามว่า
"ท่านเมื่อครู่ว่ากระไร"
จูเพ่งเอ็งเพียงมองดูนกแก้วด้วยดวงตาที่ไร้ความรู้สึก พลันกล่าวว่า
"ปล่อยพวกมันไปเถิด"
...มัจฉายามนี้มือไม้สั่นด้วยความปราโมทย์ จูเพ่งเอ็งที่มิได้กล่าววาจามาเนิ่นนาน วันนี้กลับยินยอมเอ่ยถ้อยคำออกมา มันพอได้ยินก็รีบคว้าจับนกแก้วทั้งสอง ปลดห่วงโซ่ทองออกจากข้อเท้า ยังเลาะด้ายที่เย็บปีกด้านในออก นกแก้วสีแดงพอสามารถเคลื่อนไหวโดยอิสระก็ขยับปีกไปมา กระโดดขึ้นไปเกาะบนต้นไม้ใหญ่ สักครู่จึงโบยบินลับหายไป นกแก้วสีขาวกลับมิได้ออกติดตาม เพียงกระโดดไปมารอบบริเวณ สุดท้ายยังกลับมาซุกปีกนอนที่ด้านข้างจูเพ่งเอ็ง

มัจฉาจ้องมองดูนกแก้วสีขาวอย่างจนปัญญา กล่าวว่า
"ซู่ยี้บางทีมิอาจโบยบิน"
จูเพ่งเอ็งสั่นศีรษะคราหนึ่ง ยื่นมือจับนกแก้วสีขาวขึ้นมา ยังลูบคลำอย่างทนุถนอม น้ำตาหลั่งรินราวมุกพร่างพราว เอ่ยเบาๆ ว่า
"...วิหคย่อมรู้จักโบยบิน ซู่ยี้ที่มิได้จากไป เนื่องเพราะหัวใจนางที่แท้ก็เป็นของเขา ดังนั้นรั้งอยู่ที่นี้เพื่อเขา..."

...มัจฉาพอได้ยินก็ก้มศีรษะลง ปล่อยน้ำตารินไหลอย่างเงียบงัน กับเรื่องราวละเอียดอ่อนเช่นนี้ ต่อให้เป็นมนุษย์เหล็กไหลผู้หนึ่งยังต้องหลอมละลายลง...


...เย็นย่ำ...
แสงสีสนธยาคล้ายงามคล้ายเศร้า

เล้งอิกยืนอยู่บนลานด้านหลังเคหาชิ้มอวง เขาเมื่อมาถึงจี่คุ้ย ชิ้มอวงที่หูตาไวพลันทราบข่าว ดังนั้นสืบเสาะมาหา ยังเชื้อเชิญเล้งอิกให้มาพำนักในสถานที่ของเขา อีกทั้งบอกเล่าเรื่องราวของเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ
...จูไต่ลุ้ยสุดท้ายกลับปลิดชีพตนเอง เล้งอิกย่อมมิคาดคิดมาก่อน...

เต็งลั่งเมื่อส่งร่างจูไต่ลุ้ยกลับคืนตระกูลกอ ยังเฝ้าดูอยู่ที่นี้หลายวัน พอพบเห็นชิ้มอวงไปร่วมในพิธี จึงบอกกล่าวสาเหตุการตายแก่เขา ชิ้มอวงย่อมรู้สึกสลดใจนัก เขาที่ตอนแรกยังสองจิตสองใจ มิทราบสมควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อเป็นผู้ที่คนนับหน้าถือตา จูไต่ลุ้ยกลับเกี่ยวข้องกับปริศนาการตายมากหลาย ตนที่เป็นมือปราบผู้หนึ่ง ย่อมรู้สึกสะกิดใจไม่น้อย ทว่ายามนี้คนพลันตกตาย คดีทั้งปวงย่อมจบสิ้นสืบตาม...

เล้งอิกที่คิดเสาะหาสถานที่ตั้งเทียนมึ้งเก็ง สาเหตุประการสำคัญย่อมเป็นเพราะเล้งจงก้วงที่สาบสูญ เมื่อกลางวันยังปรึกษากับชิ้มอวง พอตรวจดูจากแผนที่เมือง พบว่าพ้นเขตไซ่ซัวไปทางทิศตะวันออก ผ่านฮึงง้วง คัวเอี้ยง กังเอี้ยง จึงเป็นเขตมหาสมุทรกว้างใหญ่ หากคำนวณจากระยะทางที่ทราบจากเต็งลั่ง ผนวกกับที่ลิ้มเต็กเฮียะบอกเล่าลักษณะภูมิประเทศ เทียนมึ้งเก็งน่ากลัวอยู่ในเขตทะเลเหลืองด้านเหนือ มาตรว่าพอจะประมาณพื้นที่คร่าวๆ หากแต่ยามออกค้นหา ย่อมมิสามารถพบภายในเวลาอันสั้น มีแต่ต้องเสี่ยงเดินทางขึ้นเหนือแล้วไล่สำรวจลงมา
...ที่หนักใจคือ ระหว่างทางกลับมิได้พบร่องรอยเล้งจงก้วงแม้แต่น้อย เล้งอิกเมื่อก่อนค่ำยังสืบเสาะไปที่ม่งเอี้ยง ย่อมคิดส่งข่าวผ่านโง้วตั่งกี้ไปยังเทียนมึ้งเก็ง คิดเจรจากับพวกเขาสักครา ทว่าผู้คนที่นั้นบอกเล่า โง้วตั่งกี้กับบุตรชายออกจากบ้านเมื่อหลายวันก่อน กระทั่งฮูหยินทั้งสองก็มิได้ทราบ พวกเขาเดินทางไปยังที่ใด...
...เทียนมึ้งเก็งพอเกิดเรื่อง เรียกระดมผู้คนภายนอกกลับเข้าไป ความข้อนี้เล้งอิกย่อมมิได้ทราบ...

ยามนี้พลันมีเสียงฝีเท้าหนักแน่น เล้งอิกมิต้องหันไปมองก็ทราบว่าเป็นเอี้ยป้อซัว ได้ยินเขาเรียกหาคำหนึ่ง ยังกล่าวว่า
"ชิ้มตั่วเอี้ยอุ่นสุราขึ้น จึงจู้ท่านใช่คิดไปร่วมวง"
เล้งอิกผงกศีรษะนิดหนึ่ง ถามว่า
"ลิ้มโกวเนี้ยที่ออกไปกับชิ้มโกวเนี้ยกลับมาแล้ว?"
เอี้ยป้อซัวพอได้ยินจึงจู้ถามถึงลิ้มเต็กเฮียะ ต้องก้มศีรษะลงเล็กน้อย ใบหน้ายังร้อนผ่าวขึ้น ตอบเบาๆ ว่า
"พวกนางยังมิได้กลับมา"

ชิ้มอวงพำนักอยู่กลางใจเมืองกับภรรยา ทว่าชิ้มอี่อี้ที่เป็นเล่าม่วยจื้อ (น้องสาวสุดท้อง) ปกติอาศัยอยู่กับบิดามารดาที่ท้ายเมือง ยามนี้มาพักกับกอกอหลายวัน นางที่เพิ่งอายุย่างสิบหกปี พอพบพานลิ้มเต็กเฮียะพลันถูกคอกันอย่างยิ่ง เมื่อครู่ยังชวนไปชมดูเพื่อนบ้านทำโคมหลากสี ลิ้มเต็กเฮียะก็เรียกหาเอี้ยป้อซัวให้ติดตามไป ทว่าเอี้ยป้อซัวที่ถูกชวนต่อหน้าผู้คนมากมาย พลันรู้สึกขัดเขินไม่น้อย กลับต้องจำใจปฏิเสธนาง

เล้งอิกพอเข้ามาที่ด้านใน ชิ้มอวงก็รีบเชื้อเชิญให้นั่งลง ยังรินสุราอุ่นลงจอก กล่าวว่า
"คืนนี้อากาศเย็นลง พวกท่านที่เดินทางมาไกล ยังคงดื่มสุราอุ่นให้ร่ายกายผ่อนคลาย"
เล้งอิกกับเอี้ยป้อซัวกล่าวขอบคุณพลางยกจอกขึ้น ชิ้มอวงเห็นทั้งสองล้วนมีแววตากังวล เมื่อกลางวันที่พบเจอก็ทราบจากเล้งอิกว่า พวกเขาคิดเสาะหาเทียนมึ้งเก็งอันใดนั้น ตนความจริงมิคิดยุ่งเกี่ยวเรื่องราวในวงนักเลง ทว่าเห็นเล้งอิกเป็นสุภาพชนผู้หนึ่ง ยังให้เกียรติคบหาเขา ดังนั้นคิดยื่นมือช่วยเหลือ เมื่อเย็นยังสืบเสาะไปยังสหายผู้หนึ่งที่เคยเดินทางในแถบนั้น จึงได้ความบางประการมา
...คนพอรินสุราอีกจอกก็กล่าวว่า
"จากที่พวกท่านบอกเล่า เทียนมึ้งเก็งมีถ้ำคูหามากหลาย ยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คน อีกทั้งพวกเขาคล้ายตัดขาดจากโลกภายนอก ย่อมเป็นสถานที่ซึ่งยากต่อการเดินทางเข้าไป สหายผู้หนึ่งของข้าพเจ้ากล่าวว่า ทางเหนือของทะเลเหลืองมีอ่าวแห่งหนึ่ง มิอาจเดินเท้าเข้าไปทางแผ่นดินโดยง่าย เนื่องเพราะมีขุนเขาและป่ารก ผู้คนธรรมดาย่อมมิฟันฝ่าเข้าไป มีเพียงบางช่วงของปีที่มีลมอำนวย จึงสามารถล่องเรือไปถึงที่นั้น ทว่าต้องอ้อมเป็นระยะไกล หนำซ้ำเมื่อไปถึงยังมิอาจเข้าสู่ฝั่ง เกรงติดโขดหินโสโครก..."

เล้งอิกพอฟังต้องรู้สึกสนใจ ลิ้มเต็กเฮียะก็บอกเล่าแก่เขา เทียนมึ้งเก็งที่มีถ้ำคูหาทอดยาวราวมังกร ด้านหลังยังมีขุนเขาและป่าทึบ รอบบริเวณมิเพียงมีผู้คนคอยเฝ้าระวัง ยังวางกลไกกับดักมากหลาย
...ยามนี้กล่าวขึ้นว่า
"หากสหายของท่านสามารถชี้จุดแน่นอนบนแผนที่ พรุ่งนี้เช้าพวกเราจึงเดินทางไปในทันที"
ชิ้มอวงพลันล้วงหนังวัวรีดบางแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้แก่เล้งอิก กล่าวว่า
"แผนที่ย่อมได้มาแล้ว เพียงเสียดายพวกท่านรีบร้อนเดินทาง มิยินยอมอยู่ดื่มกินสนทนาหลายๆ วัน"
เล้งอิกรับแผ่นหนังนั้นมาด้วยความตื้นตัน ชิ้มอวงผู้นี้มิเพียงรอบคอบ หูตายังกว้างขวาง คราก่อนก็ช่วยเขาสืบเสาะเรื่องราวของง้วยตอก่ามิใช่น้อย
...ขณะเพ่งดูแผนที่ด้วยกัน พลันได้ยินเสียงประตูด้านหน้าเปิดออก ที่แท้ลิ้มเต็กเฮียะกับชิ้มอี่อี้กลับมาแล้ว...

ชิ้มอี่อี้พอมาถึงก็กระโดดปราดมาที่กอกอ ลิ้มเต็กเฮียะหลายวันมานี้กลับเคร่งขรึมกว่าเดิม เห็นชิ้มอี่อี้ในมือมีโคมน้อยสองดวง ยื่นส่งให้ชิ้มอวงชมดู กล่าวว่า
"ท่านดู เต็กม่วยม่วยเพิ่งวาดโคมครั้งแรก ยังลงสีได้งดงามนัก นางกล่าวว่าโคมสองดวงนี้มอบแก่ข้าพเจ้า"
ชิ้มอวงนึกขันเล่าม่วยจื้อที่มักกระโดดโลดเต้น นางที่หมั้นหมายกับสหายผู้หนึ่งของเขา ปลายปีนี้ต้องตกแต่งออกไป กลับยังซุกซนราวลูกแมวตัวหนึ่ง พอชมดูโคมก็กล่าวว่า
"เจ้าหากเรียบร้อยและมีฝีมือเช่นลิ้มโกวเนี้ย ปลายปีนี้พอแต่งให้แก่ผู้คน เรากอกอย่อมมิขายหน้า"
...ชิ้มอี่อี้ที่เป็นดรุณีเริ่มสาว พอได้ยินกอกอว่ากล่าวเรื่องวิวาห์ต่อหน้าสหายท่าน ต้องอับอายจนหน้าแดงฉาน รีบถือโคมวิ่งเข้าห้องหับไป ลิ้มเต็กเฮียะได้แต่ยืนรีรอ มิทราบสมควรติดตามไปหรือไม่ พอดีชิ้มอวงผายมือเชิญนางนั่งลง ยังถามว่า
"พวกเราดื่มสุราสนทนาอยู่ที่นี้ มิทราบลิ้มโกวเนี้ยคิดนั่งสักครู่หรือไม่"
...เขาที่เห็นลิ้มเต็กเฮียะร่วมทางกับเล้งอิกและเอี้ยป้อซัว เข้าใจว่านางก็เป็นศิษย์ผู้หนึ่งของฮวงจึง ย่อมทราบว่าดรุณีในวงนักเลงมิได้ยึดถือประเพณีคร่ำครึ ดังนั้นออกปากเชื้อเชิญลิ้มเต็กเฮียะให้รั้งอยู่ ยังรินสุราลงจอกเลื่อนส่งให้...

ลิ้มเต็กเฮียะพอเห็นสุราที่เบื้องหน้าต้องตื่นตระหนกในใจ พลันนึกถึงเหตุการณ์ในคืนที่ดื่มชังง้วย ตนย่อมมิปรารถนาให้เกิดขึ้นอีกครา ทว่านางที่ไร้เดียงสา เห็นชิ้มตั่วเอี้ยอุตส่าห์รินสุรากำนัล มิทราบว่าหากปฏิเสธไปจึงเป็นการเสียน้ำใจหรือไม่ ขณะครุ่นคิดอย่างเร่งร้อน พลันมีมือข้างหนึ่งยื่นมาที่จอกสุรา ถามขึ้นว่า
"อนุญาตข้าพเจ้าดื่มแทนลิ้มโกวเนี้ย?"
...ลิ้มเต็กเฮียะต้องช้อนนัยน์ตาหงส์คู่งามแลดู ผู้ที่กล่าววาจากลับเป็นเอี้ยป้อซัว เขายามนี้หันไปทางชิ้มอวงเป็นเชิงถามไถ่ ลิ้มเต็กเฮียะต้องนึกขอบคุณเอี้ยซิงแซในใจ ท่านที่ปกติคล้ายเคร่งขรึมเฉยเมย กลับสามารถทราบว่านางกระอักกระอ่วนใจ...
...ชิ้มอวงชำเลืองมองลิ้มเต็กเฮียะกับเอี้ยป้อซัวสลับกัน เห็นพวกเขามิกล้าแลสบตาอีกฝ่ายตรงๆ ในใจพลันนึกขึ้น น่ากลัวเอี้ยซิงแซกับลิ้มโกวเนี้ยมีใจชอบพอ ดังนั้นรีบกล่าวว่า
"เอี้ยซิงแซคิดดื่มแทน อย่างนั้นข้าพเจ้าต้องรินแก่ท่านคราละสองจอก"
...ยามนี้หันมาทางเล้งอิก คิดรินสุราแก่เขาเพิ่มเติม พลันสังเกตเห็นสีหน้าแววตาผิดแผกไปจากเมื่อครู่ ยังคล้ายปวดศีรษะกะทันหัน ต้องถามว่า
"เล้งจึงจู้ ฤาท่านมิชมชอบสุรานี้"

เล้งอิกต้องรีบสั่นศีรษะโดยพลัน กล่าวว่า
"มิได้ สุรานี้ดีอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าเพียง..."
...คนพอเอ่ยคำ ย่อมมิอาจบอกเล่าออกไป ตนที่รู้สึกอึดอัดขัดข้อง กลับสืบเนื่องมาจากท่าทีของลิ้มเต็กเฮียะกับเอี้ยป้อซัว เขาตั้งแต่ออกเดินทางร่วมกับทั้งสอง พยายามเตือนตนเองมิให้คิดถึงเรื่องราวในคืนนั้น ยามมิได้เห็นลิ้มเต็กเฮียะ ยังคล้ายสามารถลืมเลือน ทว่าพอเห็นหน้าทุกเมื่อเชื่อวัน ใจคอกลับมิเป็นปกติ ยิ่งหลายวันมานี้เห็นเอี้ยป้อซัวก็คล้ายมีใจต่อนาง พลันรู้สึกขุ่นเคืองหมองหมาง ต้องสงบใจข่มความรู้สึกอย่างสุดกลั้น...
เห็นชิ้มอวงยังจับจ้องรอคำตอบ ต้องรีบกล่าวว่า
"...ข้าพเจ้าเพียงครุ่นคิดเรื่องราวมากหลาย บางคราจึงใจลอยไปบ้าง..."

ชิ้มอวงร้องอ้อคำหนึ่ง ในใจพลันนึกขึ้น คราวที่อยู่บนง้วยจี่ไง้ เล้งอิกกับเต็งลั่งก่อนประมือกัน คล้ายยังทุ่มเถียงทะเลาะเรื่องสตรี อาจบางทีเล้งอิกเห็นผู้คนรอบกายมีคู่เชยชม ดังนั้นรู้สึกหดหู่ ทางที่ดียังคงให้เอี้ยป้อซัวกับลิ้มเต็กเฮียะแยกไปทางอื่น ยังเท่ากับช่วยส่งเสริมพวกเขาอีกทาง
...ชิ้มอวงที่คิดช่วยเหลือผู้คนโดยมิรู้ความนัย พลันกล่าวแก่ลิ้มเต็กเฮียะว่า
"มิทราบลิ้มโกวเนี้ยชมชอบดูดาวหรือไม่ ที่ลานด้านหลังบ้านข้าพเจ้า ยิ่งดึกยิ่งเห็นกลุ่มดาวชัดเจน เวลาช่วงนี้ยังสามารถเห็นเตียวงั่งแช (ดาวเนตรอินทรี) สว่างไสวที่สุด"
ลิ้มเต็กเฮียะพอได้ยินต้องรู้สึกสนใจอย่างยิ่ง ชิ้มอวงก็หันไปทางเอี้ยป้อซัว ขยิบตากล่าวว่า
"เอี้ยซิงแซดื่มสุราจนแห้งจอก น่ากลัวคิดไปชมดาวเช่นกัน"

เอี้ยป้อซัวสังเกตกริยาของชิ้มอวง ต้องรู้สึกเก้อเขินอย่างยิ่ง ทว่าเห็นลิ้มเต็กเฮียะมีท่าทีกระตือรือร้น ตนเมื่อเย็นก็ปฏิเสธนางไป ย่อมมิอาจบ่ายเบี่ยงซ้ำสอง ดังนั้นผุดลุกขึ้นยืน นำพาลิ้มเต็กเฮียะเดินอ้อมสวนทางด้านข้าง ขณะสาวเท้าไปทางมุมเคหา มิทราบนึกอย่างไร กลับหันมาทางพวกเขาอีกครา เห็นชิ้มอวงยังคงแลตามมา ทว่าที่ทำให้เอี้ยป้อซัวสะกิดใจไหวหวั่น กลับเป็นแววตาที่เปลี่ยนไปของเล้งอิก...

ลิ้มเต็กเฮียะพอมาถึงลานด้านหลังก็แหงนหน้ามองฟ้า เห็นดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ มิทราบดวงใดจึงเป็นเตียวงั่งแชที่ชิ้มตั่วเอี้ยว่ากล่าว เอี้ยป้อซัวยามนี้เดินมาสมทบที่ด้านข้าง ทว่าคนพอรู้สึกข้องใจ กลับมิคิดชมดูดาว ลิ้มเต็กเฮียะที่เพ่งตามองบนฟ้า มิได้เห็นท่าทีของเขา ยังกล่าวว่า
"เตียวงั่งแชมิทราบอยู่ทางทิศใด ดาวคืนนี้ล้วนเจิดจ้าสุกใส มิว่าดวงใดก็คลับคล้ายเป็นเตียวงั่งแชทั้งสิ้น เอี้ยซิงแซท่านว่าใช่หรือไม่"
นางที่ไถ่ถามชวนสนทนา เอี้ยป้อซัวกลับมิได้ตอบคำ พลันเข้าใจว่าท่านก็มองหาอยู่ ดังนั้นกล่าวถามขึ้นอีกครั้ง รีรออยู่สักครู่ยังมิได้ยินสุ้มเสียงอันใด ต้องหันมองดูเอี้ยป้อซัว เห็นยืนครุ่นคิดจนซึมเซา ต้องยกมือโบกไปมาที่ด้านหน้า เอี้ยป้อซัวกลับคล้ายสะดุ้งขึ้น ยังเบิกตาจับจ้องมองนาง...
...ลิ้มเต็กเฮียะเห็นเอี้ยซิงแซยืนใจลอย เข้าใจว่าเขามิได้คิดชมดูดาว เพียงมาเป็นเพื่อนนางโดยมารยาท พลันรู้สึกเกรงใจอย่างยิ่ง รีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าคืนนี้ได้เห็นเตียวงั่งแชที่งดงาม ดังนั้นสามารถกลับไปพักผ่อนนิทรา"
เอี้ยป้อซัวพลันงุนงงวูบ ถามว่า
"ท่านเห็นเตียวงั่งแชแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะที่มิทราบเรื่องดวงดาวแม้แต่น้อย ได้แต่หลบตาลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเห็นแล้ว"
เอี้ยป้อซัวเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นกลุ่มดาวอินทรีอยู่ทางทิศตะวันตก จากมุมนี้พอดีมีหลังคายื่นมาบัง ย่อมมิอาจมองเห็นเตียวงั่งแช มิทราบลิ้มเต็กเฮียะไฉนกล่าวว่าเห็นแล้ว น่ากลัวยังแลดูผิดไป ต้องชักชวนนางมาอีกทาง ชี้ให้ดูกลุ่มดาวที่เรียงรายเป็นรูปนกอินทรี ดวงที่อยู่ด้านบน ทั้งยังสว่างไสวที่สุด ย่อมเป็นเตียวงั่งแชที่ลิ้มเต็กเฮียะคิดใคร่ชม...

เขาพอเห็นลิ้มเต็กเฮียะตื่นเต้นกับกลุ่มดาว ต้องนึกถึงวันที่ตนกับเล้งอิกออกติดตามเล้งจงก้วง ลิ้มเต็กเฮียะวันนั้นพอวิ่งสวนทางมา เล้งอิกก็ช้อนร่างนางขึ้น ท่าทีระหว่างทั้งสองยังคล้ายมิใช่คนรู้จักธรรมดา ตนตอนแรกประสบเรื่องราวมากหลายจึงมิได้ครุ่นคิด เมื่อครู่เพิ่งสังเกตท่าทีของเล้งอิก ต้องรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
...เอี้ยป้อซัวที่มีเรื่องอึดอัดกังวล ลิ้มเต็กเฮียะพลันนึกว่าเขารำคาญใจ ดังนั้นชมดูอยู่เพียงครู่เดียวก็รีบขอตัวไปนอน เอี้ยป้อซัวพอกลับมาที่ด้านใน พบว่าชิ้มอวงกับเล้งอิกล้วนแยกย้ายเข้าสู่ห้องหับ เขากับเล้งอิกคืนนี้พักห้องเดียวกัน เกรงตนทำสุ้มเสียงรบกวนจึงจู้ ยามเปิดประตูเข้าไปยังต้องย่องเท้าแผ่วเบา ทว่าเล้งอิกกลับยังมิได้เข้านอน พอเห็นเขาก็ส่งเสียงถามว่า
"ท่านไฉนกลับมารวดเร็ว ชมดูเตียวงั่งแชนั้นแล้ว?"
เอี้ยป้อซัวได้แต่พยักหน้าคราหนึ่ง เล้งอิกกลับลุกขึ้นเดินมาที่เขา ถามว่า
"...บอกเราตามตรง ท่านชมชอบลิ้มโกวเนี้ย?"