|
เอี้ยป้อซัวย่อมมิคาด เล้งอิกกลับถามออกมาเช่นนี้ พวกเขายามเยาว์วัยมาตรว่าสนิทสนม เมื่อเติบโตกลับห่างออกไป เล้งอิกที่มักเงียบขรึม หากมิมีเรื่องราวจำเป็น ยังแทบมิได้สนทนากัน เต็งลั่งที่หายไปถึงสิบปีกลับยังเล่นหัวคุ้นเคยกว่า
...ยามอึกอึกอ้ำอึ้ง ทั้งยังรู้สึกประหม่า เล้งอิกพลันยื่นมือตบไหล่เขา กล่าวว่า
"ลิ้มโกวเนี้ยเป็นดรุณีที่ดีงามอย่างยิ่ง ท่านหากชมชอบนาง เราย่อมรู้สึกยินดี"
เอี้ยป้อซัวพอได้ยินถ้อยคำ ต้องแลสบตาเล้งอิก เห็นเขายิ้มให้อย่างจริงใจ พลันนึกถึงท่าทีเมื่อครู่ที่พบเห็น ตนที่ซื่อสัตย์มิอ้อมค้อม ดังนั้นถามขึ้นว่า
"ระหว่างท่านกับนางเล่า"
เล้งอิกก้มศีรษะลง สักครู่จึงกล่าวว่า
"เราก็บอกท่านตามความสัตย์ เราเมื่อเดินทางสู่เทียนไล้กัง มีโอกาสรู้จักลิ้มโกวเนี้ย..."
กล่าวถึงตอนนี้พลันหยุดไป เอี้ยป้อซัวรีรออยู่ครู่หนึ่งจึงถามว่า
"จึงจู้ ท่านก็ชมชอบนาง?"
เล้งอิกเมื่อครู่ถามเอี้ยป้อซัวตรงๆ ยามนี้เป็นฝ่ายต้องตอบคำ กลับคล้ายลำบากใจยิ่งกว่า ทว่าเขาที่ผ่านประสบการณ์เช่นนี้ ย่อมทราบมิควรปล่อยให้ค้างคาใจ เอี้ยป้อซัวเติบโตในฮวงจึง ความรู้สึกที่เล้งอิกมีต่อเขายังคล้ายพี่น้องผู้หนึ่ง ตนเมื่อคิดส่งเสริมเขา ทั้งยังเป็นจึงจู้ที่เขาเคารพ ไหนเลยนิ่งเฉยให้เข้าใจผิด
...พอคิดได้ก็กล่าวว่า
"เราที่ชมชอบนาง เป็นนับถือน้ำใจนาง อีกทั้งร่วมฝ่าฟันอันตราย มิใช่เป็นเช่นเดียวกับที่ท่านชมชอบนาง ท่านพึงพอใจนาง คิดให้นางเป็นคู่รัก ต่อไปยังอาจเป็นภรรยา เรากลับมิได้คิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย..."
เขายามว่ากล่าวยังนึกละอายใจ ตนที่เริดร้างห่างเหินเม่งไอ่ซีเนิ่นนาน พอพบเจอลิ้มเต็กเฮียะที่อ่อนหวาน พลันคิดไขว่คว้ามาเติมช่องว่างที่ขาดหาย ยังเผลอใจแทบกระทำเรื่องมิสมควร
เอี้ยป้อซัวที่ตรงไปตรงมา อีกทั้งมิเคยมีความรักต่อสตรี ย่อมมิเข้าใจเรื่องซับซ้อนประการนี้ พอได้ยินเล้งอิกกล่าวว่า มิได้ชมชอบลิ้มโกวเนี้ยเช่นที่เขาชมชอบ ต้องรู้สึกสบายใจขึ้นมากหลาย เสียดายพวกตนพรุ่งนี้ต้องเดินทางสืบต่อ ยามค่ำคืนยังอดดูดาวที่ลานหลังบ้านชิ้มตั่วเอี้ย
...เขาพอเข้านอนพลันนึกขันตนเอง หากลิ้มโกวเนี้ยยังร่วมทางกับพวกตน ย่อมสามารถดูดาวได้ทุกหนแห่ง...
คนยามเป็นสุขยังหลับสนิทอย่างยิ่ง กลับมิได้ทราบ เล้งอิกที่นอนอีกทางหนึ่งต้องใช้เวลากว่าครึ่งคืนข่มตาหลับไหล เขามาตรว่าข่มใจจนคิดตก จะอย่างไรก็เป็นปุถุชน ตนแม้มิเคยคิดครอบครองลิ้มเต็กเฮียะ ทว่าพอเห็นผู้อื่นคิดใคร่ได้ กลับกระวนกระวายเร่าร้อน...
...กับคนที่อยู่ใกล้ ยังคล้ายมีเมฆหมอกบดบังกั้นขวาง คนที่อยู่ไกลมิทราบเมื่อใดจึงได้พบพาน หนำซ้ำหากเผชิญหน้า ใช่ยินยอมให้โอกาสแก่เขาอีกคราหรือไม่...
...เพิ่งรุ่งสาง...
เหยี่ยวปลาตัวหนึ่งบินวนเวียนเหนือพื้นน้ำ
เต็งลั่งกับเก็งจู้เก็บดาบกลับคืนฝัก พวกเขาเมื่อครู่ฝึกซ้อมประลองฝีมือ ช่วงก่อนอาทิตย์ขึ้นย่อมเป็นเวลาที่ร่างกายตื่นตัวที่สุด ประสาทฉับไวที่สุด เต็งลั่งกับเล้งอิกเมื่อกาลก่อนก็มักฝึกกระบี่ในยามนี้
...เห็นเหยี่ยวปลานั้นโฉบลงบนผิวทะเล หยาดน้ำก็กระเซ็นขึ้น ยังได้ปลาใหญ่เป็นเหยื่อ เต็งลั่งพลันยกมือลูบท้อง รู้สึกหิวโหยขึ้นมาทันควัน คนเพิ่งยื่นฝักดาบสะกิดเก็งจู้ ที่ด้านหลังกลับมีผู้หนึ่งย่างกรายมา ในมือยังถือตะกร้าสานใบใหญ่ เต็งลั่งมิต้องหันไปแลดูก็ทราบว่าเป็นผู้ใด
เก็งจู้พลันหันไปมอง ยังเอ่ยปากทักทายนาง ในดวงตามีแววพิศวง พอเหลือบมองเต็งลั่ง เห็นเขายังคงทอดสายตาแลดูเหยี่ยวปลาบนท้องฟ้า เม่งไอ่ซีก็มิได้ว่ากล่าวกระไร คนพอวางตะกร้าลงก็เปิดผ้าที่คลุมอยู่ออก ที่หยิบออกมาคือป้านชา ยังมีหมอนห่อหุ้มรักษาความร้อน นางพอรินลงถ้วยใบน้อยก็ยื่นส่งให้เก็งจู้ ในแสงอรุณเลื่อมลาย ยังฉาบเคลือบจนชาเป็นสีทอง เก็งจู้พอรับมา มิเพียงได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ยังรู้สึกในใจอบอุ่นอย่างประหลาด
เม่งไอ่ซีส่งถ้วยอีกใบให้เต็งลั่ง ในถ้วยกลับมิได้มีชา เพียงมีน้ำสะอาดเต็มปริ่ม เต็งลั่งก็รับมาดื่มลงไป เก็งจู้พลันถามขึ้นว่า
"ท่านยามนี้ไม่ดื่มชา?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะนิดหนึ่ง เม่งไอ่ซีก็กล่าวแทนว่า
"เขาหลังฝึกฝีมือต้องดื่มน้ำหลายถ้วย จากนั้นจึงค่อยรับชา..."
เก็งจู้แลสบตานาง กล่าวว่า
"ท่านก็จดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา?"
เม่งไอ่ซีพยักหน้าแย้มยิ้ม ยังกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าก็สามารถจดจำสิ่งที่พบเห็นจากท่าน ท่านหากดื่มชา ต้องดื่มในขณะที่อุ่นจัด พอเย็นลงแม้เพียงเล็กน้อยก็มิยินยอมดื่มแล้ว ยามรับประทานยังคีบข้าวคำหนึ่งก่อน จากนั้นจึงตักน้ำแกง ที่โปรดปรานคือปลากับเป็ดไก่ ผักที่มักเขี่ยออกคือคึ่นไช่ เต้าหู้ก็ต้องเป็นอย่างนึ่ง อย่างทอดรับประทานน้อยอย่างยิ่ง..."
...เก็งจู้ก็รับฟังจนยิ้มออกมา ก่อนหน้าที่เต็งลั่งจะเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง เม่งไอ่ซีมักรับประทานอาหารร่วมกับเขา มิคาด นางกลับช่างสังเกตจดจำปานนี้...
เต็งลั่งนอนหงายลงบนพื้นทราย เม่งไอ่ซีก็ส่งหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่แก่เขา ยังหันมาถามเก็งจู้ว่า
"ท่านก็คิดรับประทานที่นี้?"
เก็งจู้ที่มีกิจวัตรเป็นระเบียบ มิเคยสัมผัสรสชาติชีวิตแบบอื่น ก่อนรับประทานอาหารเช้ายังต้องเข้าห้องเซ่นไหว้บรรพชน พลันรู้สึกมิคุ้นเคย เต็งลั่งที่ด้านข้างกลับเรียกเม่งไอ่ซีให้หยิบหมั่นโถวออกมา กล่าวกับเก็งจู้ว่า
"พวกเราก็แบ่งกันอย่างยุติธรรมเถิด นางหากเอามาห้าก้อน ก็ให้ท่านสอง เราสาม"
เก็งจู้พลันกล่าวว่า
"นางเล่า?"
เต็งลั่งพลิกกายกลับมา แย้มยิ้มกล่าวว่า
"ท่านห่วงนาง? ย่อมเป็นท่านมิทราบ นางก่อนออกมายังรับประทานไปแล้วสามก้อน หากมีผู้พบเห็น นางพลันยืดอกเป็นผู้เสียสละ ต้องชิมก่อนว่ามีพิษหรือไม่"
เม่งไอ่ซีพอฟังต้องหัวเราะขบขัน กลับมิได้ปฏิเสธอันใด เก็งจู้ยามนี้ก็รับประทานหมั่นโถว พลันรู้สึก อาหารธรรมดาที่รับประทานทุกวัน เพลาอยู่ท่ามกลางผู้คนที่สนิทสนม กลับยังมีรสชาติกว่าเดิมนัก
...หลังหมั่นโถวยังมีข้าวอบกับปีกไก่ที่เลาะกระดูกออก เต็งลั่งพอรับประทานก็กล่าวกับเม่งไอ่ซีว่า
"คราวก่อนที่ออกไปไซ่ซัว ตอนผ่านกังเอี้ยงมีร้านหมี่อบเป็ดตุ๋น ยังมีขาหมูผักดอง พวกเราคราวหน้าก็ไปรับประทานกัน"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะคราหนึ่ง ทว่าคนพอสบตา พลันมีแววหม่นหมองลง พวกเขาที่ต้องรั้งอยู่ที่นี้ มิทราบเมื่อใดจึงสามารถออกไปโดยอิสระ เต็งลั่งมาตรว่าพละกำลังฟื้นฟู คนกลับห่วงใยกอกอกับเล่าฮูหยิน ยามนี้เพิ่งเกิดเภทภัย ซุนเซ่งเง็กก็กักตัวโดดเดี่ยว เขาย่อมมิคิดก่อปัญหาเพิ่มเติม เม่งไอ่ซีก็เข้าใจดุจเดียวกัน เต็งลั่งเมื่อคราวก่อนพบเจอเล้งอิก ยังรับปากนำนางกลับคืนฮวงจึง ทว่าที่ทำได้เพียงส่งข่าวคราวไป ยังมิอาจกระทำตามสัญญาที่ให้ไว้แก่สหาย...
นางย่อมทราบ เต็งลั่งลำบากใจอย่างยิ่ง พวกเขาที่แก้ความในใจระหว่างกันหลุดพ้น ตั้งใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่กาลก่อน ทว่าสถานการณ์กลับขมวดตึงขึ้น พ้นเปลาะหนึ่งยังเผชิญอีกเปลาะหนึ่ง มิทราบสมควรคลี่คลายอย่างไร
...คนได้แต่ลอบถอนหายใจอีกทาง พลันได้ยินเก็งจู้กล่าวขึ้นว่า
"ร้านหมี่นั้นอยู่ที่ใด เราก็คิดไปรับประทานเช่นกัน"
เต็งลั่งยันกายขึ้นอย่างงุนงง ตะเกียบในมือยังแทบหล่นลง ถามว่า
"ท่านก็คิดออกไปภายนอก?"
เก็งจู้วางถ้วยกลับคืนลงในตะกร้า กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"พวกท่านคิดออกไปโดยมิชักชวนเรา"
เต็งลั่งสั่นศีรษะอย่างเร่งร้อน บุ้ยใบ้ไปทางเม่งไอ่ซี ถามว่า
"ท่านก็อนุญาตนางไป?"
เก็งจู้แลมองเขา ดวงตามีแววขบขัน กล่าวว่า
"ท่านชักชวนนางออกไปรับประทาน เราก็คิดออกไปอีกผู้หนึ่ง หากเรามิอนุญาตนางติดตาม ไยมิใช่ใจร้ายอย่างยิ่ง"
เม่งไอ่ซีที่นิ่งฟังอยู่นาน ยามนี้อดมิได้ต้องถามขึ้น
"ฤาท่านมิกลัวข้าพเจ้าหนีกลับคืนฮวงจึง"
เก็งจู้ก้มศีรษะลงนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"เรามิปรารถนาให้ท่านกลับคืนฮวงจึง ทว่าหากท่านต้องการกลับไป ยามนี้ย่อมสามารถกระทำได้"
เต็งลั่งฉุดรั้งปกเสื้อเก็งจู้ ถามอย่างมิเชื่อหูว่า
"ท่านก็ยินยอมแล้ว"
เก็งจู้ปัดมือเขาออก กล่าวว่า
"เราในใจมิยินยอม ทว่ามิต้องการรั้งผู้ใด ท่านวันนี้ยังมิคิดรั้งนาง เราไหนเลยควรรั้งนาง"
เต็งลั่งสบตาเก็งจู้แน่นิ่ง เม่งไอ่ซีก็จ้องมองพวกเขา ได้ยินเก็งจู้กล่าวแก่เต็งลั่งสืบไปว่า
"ท่านมิใช่บอกต่อเรา เราหากมิอาจเปลี่ยนนิสัย วันใดที่ประมือกับเล้งอิก หากมิตกตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส เมื่อถึงเวลานั้นเราย่อมมิสามารถรั้งผู้ใด ยังคงยินยอมปลดปล่อยเสียแต่วันนี้ จึงมิต้องเสียหน้าภายหลัง..."
เต็งลั่งคิดเอ่ยอันใดทว่ามิอาจเปล่งถ้อยคำออกมา เก็งจู้ก็ยิ้มให้เขา กล่าวว่า
"ท่านเมื่อวันก่อนให้บทเรียนแก่เรา ยังคิดเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ของเรา ต้องการให้เรารักชีวิตยิ่งกว่าศักดิ์ศรี ทว่าเราพอเกิดมาก็เป็นเก็งจู้ผู้หนึ่ง เรามาตรว่าต้องตกตายในมือเล้งอิก ยังต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้มีชัยต่อเขา ท่านทราบหรือไม่... ที่ต่อสู้กับเล้งอิกมิใช่เรา หากแต่เป็นเทียนมึ้งเก็ง เราผู้นี้สามารถสิ้นชีวิต ทว่าเทียนมึ้งเก็งมิอาจพ่ายแพ้..."
เต็งลั่งพอรับฟังก็หันหน้าไปอีกทาง คล้ายคิดชมดูท้องทะเลยามต้องแสงอรุณ ดวงตาสุกใสที่สะท้อนภาพเวิ้งน้ำ ทั้งอ้างว้างทั้งโศกเศร้า เขาที่คิดเปลี่ยนแปลงเก็งจู้ เนื่องเพราะรู้จักด้านแข็งของเล้งอิก ย่อมมุ่งหวังกอกอมีชีวิตสืบต่อ มิคาด ที่ปรารถนาให้เปลี่ยนแปลงกลับไม่เป็นผล ที่มิควรเปลี่ยนแปลงกลับเปลี่ยนไป...
...เก็งจู้ที่ดื้อรั้นทรนง กาลก่อนมีความเย็นชาไร้น้ำใจเป็นกำแพงป้องกันตน ยามนี้กลับถูกฉุดดึงด้านที่อ่อนไหวที่สุดออกมา ใช่ยังสามารถรับมือเล้งอิกยามเกรี้ยวกราดได้หรือไม่...
เม่งไอ่ซีพลันหยิบยื่นถ้วยชามา เต็งลั่งพอรับจากมือนาง เก็งจู้ก็ลุกขึ้นเดินจากไป เงาหลังยังโดดเดี่ยวยิ่งกว่าเหยี่ยวปลาบนท้องฟ้านั้น...
เมืองคัวเอี้ยงมีบึงใหญ่น้อยมากหลาย ทว่าที่มีผู้คนกล่าวถึงที่สุด ย่อมเป็นที่มีนามประหลาดที่สุด เรียกว่านิ่วงิ้มโอ๊ว (บึงน้ำตาดรุณี)...
เล้งอิกที่เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน ใช้เส้นทางลัดเลาะร่นเวลา ยังพักค้างแรมในป่าเขา เอี้ยป้อซัวบางครายังต้องร่วมอาชากับลิ้มเต็กเฮียะ เนื่องเพราะนางที่เหนื่อยอ่อน นั่งโงกแทบร่วงหล่นลง เขาที่ห่วงใยกังวลได้แต่ย่อหย่อนข้อห้ามระหว่างบุรุษสตรี คนพอมีนางในอ้อมแขน หัวใจพลันวาบหวามดื่มด่ำ ยังแทบลืมเลือนไป ตนที่ติดตามเล้งอิกมาครานี้ ย่อมมีภาระหนักรออยู่ข้างหน้า
เล้งอิกในมือมีโฮ้วเส่า ข้างกายก็มีอาวเอี้ยงกุนที่ชักอาชาติดตาม ที่แท้เดินทางมาทันกันในเขตจี่คุ้ย ยังขอเล้งอิกร่วมทางมาอีกคน พวกเขาพอเข้าเขตคัวเอี้ยง อาวเอี้ยงกุนก็เรียกให้แวะเข้าเมืองสักครา มิเพียงเสาะหาเสบียง ยังต้องการให้คนผ่อนคลาย...
...ข้างบึงนิ่วงิ้มเป็นป่าละเมาะร่มครึ้ม ริมบึงเป็นทางลาดเอียง บนพื้นเต็มไปด้วยกรวดหินกลมมน พวกเขาพอพักรับประทาน ยังล้างหน้าล้างตาให้คลายร้อน ลิ้มเต็กเฮียะความจริงคิดลงไปเล่นน้ำสักครา ทว่านางหลังพบเจอชิ้มอี่อี้ที่ใกล้เป็นเจ้าสาว พลันตระหนักว่าตนเองก็มิใช่เด็กน้อย ยังร่วมทางกับบุรุษสามท่าน ดังนั้นเลี่ยงไปอีกทางที่มีพุ่มไม้ใบบัง ถอดรองเท้าออกแช่เท้าในน้ำให้สดชื่น
นางยามอยู่ในเทียนไล้กัง เล้งอิกกลับฉกฉวยใกล้ชิดโดยมิตั้งใจ คนเริ่มเติบโตเป็นสาวย่อมรู้สึกหวั่นไหว ระหว่างนี้ยังสังเกต เอี้ยซิงแซก็คล้ายดีต่อนางอย่างยิ่ง ทว่าลิ้มเต็กเฮียะที่เชื่อฟังลู่ตั่วกอ พลันทำใจหนักแน่นราวหินก้อนหนึ่ง ยามเจรจากับพวกท่านยังเสแสร้งแกล้งนึก ตนจึงเป็นเซียงกงจู้ที่เฉยเมยเหินห่างนั้น ยังรักษาระยะมิให้สนิทสนมเกินเลย เล้งอิกกับเอี้ยป้อซัวเห็นนางมิได้ร่าเริงเช่นแต่ก่อน พลันเข้าใจว่าเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
...อาวเอี้ยงกุนที่เดินทางมาสมทบ ยังนำข่าวลู่เช่าจื้อมาบอกต่อพวกเขา ลิ้มเต็กเฮียะพอได้ยินก็ปลอดโปร่งโล่งใจ ที่แท้ลู่ตั่วกอไปถึงฮวงจึงโดยปลอดภัย นางวันนี้กลับเร่ร่อนออกมา มิทราบเมื่อใดจึงได้พบพานเขาอีกครา...
นางที่ความจริงเป็นเชื้อสายผู้คนในเทียนมึ้งเก็ง วันนี้ร่วมทางกับเล้งอิกที่คิดเผชิญหน้าเก็งจู้ ต้องรู้สึกหนักใจอยู่บ้าง ทว่านางเพียงทราบเรื่องราวในปัจจุบัน มิได้รู้ความนัยครั้งเก่าก่อน ยังเข้าใจว่าพวกท่านอาจบางทีสามารถเจรจา นางที่เคยพบเก็งจู้คราหนึ่ง มาตรว่ารู้สึกท่านเย็นชาไร้อารมณ์ ดูไปดูมายังมิใช่ตัวร้ายอันใด...
คนพอเหม่อลอยครุ่นคิด กลับมิได้ยินเสียงฝีเท้าที่ด้านข้าง ที่แท้เอี้ยป้อซัวก็สืบเสาะมา ยังจงใจเหยียบย่ำกรวดหินดังเป็นพิเศษ ย่อมหมายให้ลิ้มเต็กเฮียะรับทราบ มิคาด นางกลับคล้ายตกในภวังค์ เพียงทอดสายตาแลดูบึงน้ำเบื้องหน้า เอี้ยป้อซัวเห็นนางถอดรองเท้าออก ยังม้วนชายกางเกงใต้กระโปรงขึ้น ย่อมมิกล้าชมดูมากความ ได้แต่นั่งลงที่ด้านหลัง มองดูผมเผ้าดำขลับที่ถักเป็นเปียหลายสาย
...ในบึงน้ำกลับมีปลาใหญ่ ลิ้มเต็กเฮียะที่นั่งซึมเซา สายตาพลันเหลือบเห็นแม่ปลาลอยตัวขึ้นเหนือน้ำ ที่เบื้องล่างยังมีลูกปลาฝูงใหญ่ตามติดขึ้นมา ต้องนั่งตัวแข็งทื่อมิกล้าขยับกาย เกรงแม่ปลาตกใจดำดิ่งหลบหนี ยามยกมือปิดหน้าแย้มยิ้ม พลันรู้สึกคล้ายตนเองก็ถูกจับจ้อง ดังนั้นเหลียวไปทางด้านหลัง พอเห็นเอี้ยป้อซัวก็สะดุ้งขึ้นสุดตัว แม่ปลาตระหนักว่ามีคนก็รีบดำผลุบลงใต้น้ำ ลิ้มเต็กเฮียะต้องร้องออกมาอย่างเสียดาย เอี้ยป้อซัวที่ลอบเข้ามาเงียบเชียบเพิ่งทราบว่านางนั่งชมดูปลา ตนยังเป็นต้นเหตุทำลายความเพลิดเพลิน ต้องรีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
ลิ้มเต็กเฮียะที่คิดรักษาระยะห่าง ยามเห็นเอี้ยซิงแซก้มศีรษะหน้าแดง ต้องนึกขบขันในใจ พลันลืมระวังตนเอง ยังกระโดดปราดมาที่เขา กล่าวว่า
"เอี้ยซิงแซท่านทำปลาข้าพเจ้าตกใจหลบลี้หนีหาย ต้องปรับเป็นปลาฝูงหนึ่ง"
เอี้ยป้อซัวที่มิเคยต่อคารมผู้คน ได้แต่พยักหน้ารับคำ ลิ้มเต็กเฮียะเห็นท่านคิดเป็นจริงเป็นจัง ต้องหัวร่อคิกคัก ชี้มือไปในบึงน้ำ กล่าวว่า
"ที่ปรับยังต้องเป็นปลาในนิ่วงิ้ม (น้ำตาดรุณี) หากเป็นปลาในเต็กงิ้ม (น้ำตาภรรยาหลวง) เส็กงิ้ม (น้ำตาสะใภ้) ข้าพเจ้าจึงมิอาจรับไว้"
...เอี้ยป้อซัวรับฟังจนมึนงง มิทราบบึงเต็กงิ้มเส็กงิ้มประดานั้นอยู่ที่ใด ลิ้มเต็กเฮียะเห็นเอี้ยซิงแซมีสีหน้าครุ่นคิด ต้องนึกถึงหลายวันที่ร่วมทาง เอี้ยซิงแซเพียงรู้จักพูดจาจริงจัง ท่านที่เป็นบุรุษสัตย์ซื่อหนักแน่น นางย่อมมิควรล้อเล่นเป็นเรื่องสนุก ดังนั้นรีบระงับกริยาวาจา พอดีนึกได้ว่าตนยังมิได้สวมรองเท้า ต้องรีบเก็บซ่อนเข้าใต้กระโปรง ก้มศีรษะกล่าวอย่างสงบเสงี่ยมว่า
"ข้าพเจ้าพูดเหลวไหลไป เอี้ยซิงแซอย่าได้ตำหนิ"
เอี้ยป้อซัวเห็นนางบัดเดี๋ยวซึมเซาบัดเดี๋ยวร่าเริง ยามนี้ยังมีทีท่าเรียบร้อยสำรวม ต้องรู้สึกสตรีนี้เข้าใจยากมากหลาย ตนที่มีศิษย์สตรีหลายนาง กลับมิเคยสังเกตสนใจ มิทราบเพลานี้สามารถเรียนรู้จากผู้ใด หากกลับฮวงจึงยังต้องคอยติดตามยี่ซือเจ็กให้มาก
...ขณะครุ่นคิดได้ยินลิ้มเต็กเฮียะถามขึ้นว่า
"เอี้ยซิงแซท่านพักหายเหนื่อยแล้วหรือไม่"
เอี้ยป้อซัวผงกศีรษะคราหนึ่ง พวกตนที่เร่งเดินทาง ย่อมเป็นนางที่อ่อนล้าที่สุด ยามนี้กลับยังถามไถ่ห่วงใยเขา ดังนั้นมองนางด้วยสายตามีแววขอบคุณ ลิ้มเต็กเฮียะเห็นเอี้ยซิงแซเพียงพยักหน้าส่ายหน้า ทราบว่าท่านเจรจาน้อยคำ ทว่าคนอุตส่าห์มานั่งเป็นเพื่อนนาง ย่อมมิอาจไร้มารยาท นึกไปนึกมาพลันเอ่ยขึ้นว่า
"บึงน้ำนี้กลับเรียกเป็นนิ่วงิ้ม มิทราบกาลก่อนมีดรุณีนางใดโศกเศร้ามากหลาย ยังร่ำไห้จนน้ำตาท่วมท้นกลายเป็นบึง"
เอี้ยป้อซัวพอฟังต้องรู้สึกขัน กล่าวว่า
"น่ากลัวเป็นเพียงผู้คนเรียกหาเปรียบเปรย"
ลิ้มเต็กเฮียะสั่นศีรษะเป็นการใหญ่ กล่าวว่า
"มิได้ มิได้ นามประดานี้อาจบางทีมีตำนานเก่าแก่ ท่านดู ลำธารน้อยที่ตัดจากแม่น้ำแถบหมู่บ้านพวกเรา ยังเรียกเป็นปีมาปียี้กั้ง (ลำธารแม่ตะพาบลูกตะพาบ)..."
เอี้ยป้อซัวย่อมรู้จักลำธารสายนั้น ทว่ามิเคยทราบมีตำนานอันใด ลิ้มเต็กเฮียะเห็นท่านมีสีหน้าสงสัย ต้องรู้สึกภาคภูมิใจ นางที่มิได้เรื่องราวกลับยังมีความรู้ด้านนี้มากกว่า ดังนั้นเล่าให้ฟังว่า
"เมื่อกาลก่อนบริเวณนั้นยังมิได้เป็นลำธาร แม่ตะพาบกับลูกตะพาบอาศัยอยู่ในแม่น้ำใหญ่ ยามเช้ายังขึ้นมารับแสงแดดบนริมฝั่ง ลูกตะพาบมักแหงนหน้าชมแมลงปอ แม่ตะพาบก็ดุด่า บอกว่าเป็นตะพาบต้องก้มหน้าหาอาหารที่ใต้น้ำ หากเงยหน้าขึ้นย่อมมิได้สิ่งใดรับประทาน ลูกตะพาบตัวนั้นกลับดื้อรั้น ยังคงแหงนชมแมลงปอสืบต่อ พอดีเห็นเหยี่ยวใหญ่บินโฉบลงมา ต้องรีบคืบคลานกลับลงน้ำ แม่ตะพาบที่มัวแต่ก้มหน้าหาอาหารย่อมมิได้เห็นเหยี่ยวที่เบื้องบน ดังนั้นถูกคาบไปรับประทาน..."
เอี้ยป้อซัวพอฟังก็รู้สึก ตำนานนี้เพียงเป็นนิทานบอกเล่าทารก ทว่าเห็นลิ้มเต็กเฮียะตั้งอกตั้งใจ ดังนั้นนิ่งฟังมิได้ขัดแย้ง ได้ยินนางเล่าต่อไปว่า
"...ลูกตะพาบพอเป็นกำพร้า ต้องเสียใจอย่างยิ่ง พลันคืบคลานขึ้นจากแม่น้ำ เดินลากมาเป็นระยะทางยาว ดังนั้นกลายเป็นแนวลำธาร ผู้คนจึงเรียกหาเป็นปีมาปียี้กั้ง ตำนานเรื่องนี้ข้าพเจ้ารับฟังมาจากเล่าโจ้วม่าของเซี่ยวเท้ง ท่านยังสอนพวกเราว่า มีเพียงความรักระหว่างมารดากับบุตรจึงจริงแท้แน่นอน ทว่าข้าพเจ้าพอฟัง กลับคิดว่าตำนานเรื่องนี้สอนสั่งอีกอย่าง..."
เอี้ยป้อซัวเห็นนางยามนี้แจ่มใสกว่าเดิม คนก็รู้สึกสบายใจ ต้องถามว่า
"ที่แท้ท่านว่าสอนสั่งอย่างไร"
ลิ้มเต็กเฮียะแย้มยิ้มจนนัยน์ตาเป็นประกาย กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากลับคิด ลูกตะพาบมิเชื่อฟังมารดา จึงสามารถมีชีวิตรอด ดังนั้นข้าพเจ้าทางที่ดียังคงกระทำตามใจตนเอง อย่าได้เชื่อฟังผู้ใหญ่ทั้งหลาย"
นางพอกล่าวไปยังหัวร่อคิกคัก เอี้ยป้อซัวก็มิอาจกลั้นยิ้มไว้ คนพอสบตากัน ต่างฝ่ายต่างชะงักงันวูบหนึ่ง
...ลิ้มเต็กเฮียะความจริงคิด ตนสมควรสำรวมให้มากไว้ สุดท้ายกลับลืมเลือนไปสิ้น เอี้ยป้อซัวที่เคร่งเครียดก็ผ่อนคลายลง พอลิ้มเต็กเฮียะจับจ้องมองมา พลันขยับมือยื่นออกไป ทว่ายังมิทันแตะถึงก็หยุดไว้...
...คนมิได้ว่ากล่าว ดวงตากลับมีคำพูดร้อยพัน ลิ้มเต็กเฮียะพอชมดูต้องรีบเบือนศีรษะไป ในใจเต้นตึกตัก ยังระลึกถึงถ้อยคำของลู่ตั่วกอที่สอนสั่งไว้ อย่าได้รีบร้อนตกหลุมบุรุษ...
ทั้งสองที่เก้อเขินต่างหันไปคนละทาง พลันเห็นอาวเอี้ยงกุนกวักมือเรียกหา เล้งอิกเมื่อก่อนหยุดพักบอกกล่าวไว้ ต้องการให้ถึงกังเอี้ยงภายในวันพรุ่ง ดังนั้นรีบระงับความคิดเรื่องส่วนตัว ตลอดทางเพียงลอบชำเลืองแล มิกล้าสบตาอีกแม้แต่น้อย...
|