
ข้าพเจ้าเมื่อหลายปีก่อนมีความคับแค้น เนื่องเพราะอยู่ดินแดนห่างไกล รอบกายมีตำรับตำรามากหลาย ทว่าที่ขาดไปกลับเป็นสิ่งที่รักที่สุด ย่อมเป็นวรรณกรรมกำลังภายใน ยามใดที่สหายคิดมาเยี่ยมเยียน ถามไถ่ข้าพเจ้าปรารถนาสิ่งใด กลับมิกล้าเอ่ยปาก เนื่องเพราะนิยายเหล่านี้มักมีหลายเล่ม เพียงสั่งให้ซื้อหาสองชุด ผู้รับฝากยังต้องแบกหามเหนื่อยอ่อน ดังนั้นได้แต่อดใจไว้
ค่ำคืนหนึ่งว้าเหว่วังเวง พลันตัดสินใจประการหนึ่ง คนเมื่อต้องการอ่านแทบตาย ยังคงบันทึกขึ้นมาเองสักครา ข้าพเจ้าเมื่อเยาว์วัยอ่านวรรณกรรมแปลของท่าน ว.ณ เมืองลุง พอเติบโตขึ้นมายังสัมผัสอีกรสชาติหนึ่งของท่าน น.นพรัตน์ ซาบซึ้งในสำนวนภาษา เมื่อเริ่มบันทึกพยัคฆ์คำรน ที่ปรารถนาให้คงไว้ย่อมเป็นกลิ่นอายเช่นกาลก่อน หลังจากเรียกหาสหายมาร่วมเสพพรักพร้อม ได้รับคำชมเชยและกำลังใจมากหลาย ดังนั้นตลุยเขียนไม่หยุดยั้ง มิคาด พอถึงบทที่สี่สิบพลันเลอะเลือนเหลวไหล เพียงสนใจสิ่งอื่นรอบกาย ละทิ้งพยัคฆ์คำรนไปถึงสองปี ระหว่างนั้นได้รับสาส์นจากผู้ติดตามอ่าน ยามเปิดดูมิเพียงละอาย ยังรู้สึกคล้ายทรยศผู้คน ที่ทรยศมิเพียงเป็นสหายร่วมเส้นทาง ยังทรยศต่อเล้งอิก เต็งลั่ง อีกทั้งตัวละครอีกมากหลายที่โลดแล่นในเรื่อง
ข้าพเจ้าเมื่อเขียนถึงเล้งอิกก็ดี เต็งลั่งก็ดี เจ็งเช็งจุ้ยก็ดี มิได้คิดเขียนให้พวกเขาเป็นนักสู้ทรนง มิได้เขียนให้พวกเขามีอุดมการณ์เลิศล้ำ มิได้เขียนถึงความรักอมตะนิรันดร์ มิได้เขียนถึงบุรุษสตรีอันมีคุณธรรมไร้ที่ติ ที่เขียนถึงกลับเป็นเพียงผู้คนธรรมดาที่ท่านมักพบอยู่รอบกาย พวกเขาที่เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ ย่อมมีหลากหลายอารมณ์ เล้งอิกที่รักเม่งไอ่ซีแทบขาดใจ ยามชิดใกล้ลิ้มเต็กเฮียะยังคิดพัวพันนาง ทุกประการนี้ข้าพเจ้าล้วนมิได้ตั้งใจ พอดำเนินเรื่องราวขึ้น เล้งอิกในสถานการณ์นั้นพลันมีความคิดสับสน กระทั่งตัวข้าพเจ้าเองก็มิอาจช่วยเหลือ ตัวละครในพยัคฆ์คำรนยิ่งมายิ่งมิอาจควบคุม ข้าพเจ้าคิดให้พวกเขาเป็นไต้เฮียบผู้หนึ่ง วีรสตรีผู้หนึ่ง กลับมิอาจเรียกร้องวิงวอน ทุกผู้คนล้วนมีความคิดจิตใจ คิดใคร่เลือกเส้นทางของตน ระหว่างที่ข้าพเจ้าหยุดเขียน มีผู้อ่านสตรีหลายท่านส่งสาส์นมาถึง ถามไถ่ที่แท้ผู้ใดจึงลงเอยกับผู้ใด ข้าพเจ้าที่เป็นคนบันทึกกลับอัดอั้นยิ่งกว่า เนื่องเพราะข้าพเจ้าก็มิได้ทราบ พวกเขาคิดให้ผลสุดท้ายเป็นเช่นไร ยังมีความแค้นที่พัวพัน เต็งลั่งระหว่างกอกอกับสหาย เขาสามารถแก้ปัญหาอย่างไร ข้าพเจ้าก็มิทราบอยู่ก่อน ยังห่วงกังวลเช่นเดียวกับพวกท่าน
ข้าพเจ้าเมื่อกลับมาบันทึกอีกครา คล้ายถูกผู้คนในพยัคฆ์คำรนจับขังไว้ ทุกวันคืนเพียงมีหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเขา ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาจนถึงบัดนี้ เขียนออกไปหกสิบกว่าตอน รู้สึกร่างกายทรุดโทรมอย่างยิ่ง ทว่ามิอาจหยุดยั้ง เนื่องเพราะในความลำเค็ญยังมีความพึงพอใจ อีกทั้งตนเองก็คิดใคร่ทราบ พวกเขาสามารถคลี่คลายเรื่องราวอย่างไร หนำซ้ำเห็นยอดตัวเลขผู้ติดตามอ่าน กลับยังมากมายกว่าเมื่อสองปีก่อน บางท่านยังแวะเวียนมาในยามค่ำคืนดึกดื่น ข้าพเจ้าที่นั่งบันทึกพอเห็นผู้คนเข้ามารอ ยังรู้สึกอุ่นใจอย่างยิ่ง มิว่าพวกท่านเป็นนักอ่านแบบใด คิดใคร่สนทนาปราศัยหรือเพียงซ่อนเร้นเฝ้ามอง ล้วนทำให้ข้าพเจ้าเป็นสุขทั้งสิ้น
พยัคฆ์คำรนดำเนินมาถึงสองบทสุดท้าย ข้าพเจ้าที่อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ ยังคิดบันทึกเรื่องราวอื่น ที่ตั้งใจไว้คือนิยายขนาดยาวสองเรื่อง ขนาดสั้นสองเรื่อง ในจำนวนนี้ยังมีเรื่องราวของเต็งลั่งเล้งอิกกับโฮ้ยเกี่ยมแขะ ทว่ายังคงพักไว้ก่อน ที่คิดเขียนต่อจากพยัคฆ์คำรนเป็นนิยายขนาดสั้น ผู้คนในเรื่องราวล้วนแตกต่างจากพยัคฆ์คำรนโดยสิ้นเชิง
ท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอขอบคุณสหายทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน อีกทั้งให้กำลังใจ บ้างยังคารวะน้ำชาสุรา ข้าพเจ้าคืนนี้ก็หมายใจกรอกลงท้องสักจอก ขอทุกท่านที่ร่วมเส้นทางมีความสุขจีรัง หากวันใดล้มลุกคลุกคลาน ยังต้องรู้จักยืนขึ้น รอแสงอรุณวันใหม่เบิกฟ้า ก้าวเดินอีกคราอย่างนักสู้เหี้ยมหาญ
......สี่เซี่ยวอัว...
7 เมษายน 2550
|